01_mon_u2311h_02100rrr030_1555lf00_bk019
comments 2

รีวิล Dell UltraSharp U2311H

ห่างหายไปสักพักนึงนะครับ หลังจากที่ไม่ได้เข้ามาโพสอะไรใหม่ๆเลย กลับมาคราวนี้มีรีวิลเล็กๆมาให้ได้อ่านกัน ซึ่งผมเชื่อว่ามันยังน่าสนใจที่จะเอามารีวิลให้ได้อ่านกันอยู่ แม้ว่าสิ่งที่ผมจะเอามารีวิลชิ้นนี้จะออกจำหน่ายมาได้ระยะหนึ่งแล้วก็ตาม เจ้าสิ่งที่ว่านั่นก็คือจอมอนิเตอร์นั่นเอง เป็นสินค้าของ Dell ครับรหัสรุ่น U2311H ตามชื่อเลยคือมีขนาด 23 นิ้ว มาพร้อมกับสัดส่วนแบบ 16:9 ที่ความละเอียดยอดฮิต 1080p หรือ 1920 x 1080 pixel สิ่งที่พิเศษกว่ามอนิเตอร์ทั่วไปนั้นอยู่ที่เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต Panel ครับที่ใช้แบบ IPS ทำให้ได้มุมมองที่กว้างกว่าและสีที่ถูกต้องกว่ามอนิเตอร์ทั่วไปที่ใช้ Panel แบบ TN Film และตัวจอที่สามารถปรับหมุนได้ค่อนข้างอิสระ

อันที่จริงแล้วผมมีจอมอนิเตอร์เดิมอยู่แล้วครับเป็น LG W2252TQ แต่ดันถูกขโมยขึ้นบ้านยกเอาไปเสียนี่ เลยต้องใช้จอ CRT 17 นิ้วตัวเก่าไปพลางๆก่อนที่จะได้ใช้ตัวนี้ครับ ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่หลายวันเหมือนกันก่อนที่จะมาลงเอยที่ตัวนี้ครับ มีรุ่นอื่นๆที่ผมสนใจอีก ไม่ว่าจะเป็น AOC IF23 ซึ่งใช้ Panel E-IPS แบบเดียวกัน เรียกได้ว่าผลิตออกมาจากโรงงาน LG เหมือนกันเลย หรือ Samsung F2380 Panel C-PVA โดยตัวแรกราคาถูกมาก ถูกกกว่าของผมครึ่งนึงเลยแต่ผมไม่ชอบการออกแบบของเค้าเท่าไร เลยตัดใจไม่เอา ส่วนตัวหลังเป็นมอนิเตอร์คุณภาพดีเช่นกัน แต่จากที่ได้ศึกษาโดยละเอียดพบว่า แม้ Panel PVA จะเป็น Panel เกรดดีที่ให้ contrast ที่สูงและแสดงสีได้ตรง (เป็นรอง IPS) ก็ตาม แต่มักจะมีข้อเสียอยู่ที่ Black Crush คือจอจะไม่สามารถแสดงรายละเอียดในที่มืดได้ดีนัก บริเวณที่มืดจะถูก contrast ที่สูงหรือสีดำกลบจนมองไม่เห็นรายละเอียด

Tech Spec

Dell UltraSharp U2311H 23”W Monitor

สำหรับ U2311H นั้นแสดงผลที่อัตราส่วน 16:9 ที่ 1920 x 1080 pixel ที่ความถี่ 60 Hz และอย่างที่บอกไปข้างต้นครับว่าใช้ Panel E-IPS ซึ่งสามารถแสดงสีตามความกว้างของสีมาตรฐาน sRGB ได้ถึง 100%  แสดงสีที่ 8bit หรือ 16.7 ล้านสี ในขณะที่ TN มักจะแสดงสีอยู่ที่ 6 bit หรือ 262,144 สี (และใช้เทคโนโลยีจำลองเพื่อเพิ่มความกว้างของสีไปที่ 16.2 ล้านสี) อีกทั้งยังให้มุมมองที่กว้างกว่าตามที่โฆษนาไว้คือ 178 องศา หมายความว่าจอยังคงสีเดิมอยู่ไม่ว่าจะมองที่มุมด้านข้าง มุมเงย หรือมุมหงายก็ตาม ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดบอดของจอ Panel TN ซึ่งสีมีโอกาศเพี้ยนเมื่อเราเปลี่ยนมุมมองไปในมุมต่างๆครับ แต่ข้อเด่นของ Panel TN จะอยู่ที่ราคาที่ถูกกว่าและมีค่า Response Time ที่เร็วกว่า กล่าวคือสามารถแสดงผลภาพที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดีกว่าโดยที่เราจะมองไม่เห็น ghost หรือมองเห็นน้อย ส่วนเดลตัวนี้ค่า Response Time อยู่ที่ 8ms ครับ เดียวตรงนี้ผมจะให้ดูในตอนท้ายของรีวิลครับ ส่วนค่า Contrast และ Brightness อยู่ที่ 1000:1 และ 300 cs/m2 ตามลำดับ ซึ่งตรงนี้ผมไม่ค่อยสันทัดทางด้านเทคนิคเท่าไรนัก เดียวจะอธิบายผ่านการใช้งานจริงเอาแล้วกันครับ

Port การเชื่อมต่อที่มีให้ประกอบไปด้วย DVI (HDCP) สามารถนำอุปกรณ์อย่างเช่น Xbox 360 หรือ PS3 มาต่อได้ พอร์ทมาตรฐานอย่าง VGA และ Display Port นอกจากนั้นยังมี USB Hub อีก 4 พอร์ท ที่ด้านข้างสองพอร์ท และด้านล่างอีก 2 พอร์ท รวมถึงช่องต่อไฟในกรณีที่ต้องการจะใช้ลำโพง Soundbar ของ Dell เองอีกด้วยครับ ที่ขาดไปคือพอร์ท HDMI ซึ่งจอที่ขายกันในตลาดตอนนี้มักจะมีกันครับ

Review

วีดีโอรีวิลจากต่างประเทศ

สิ่งที่ผมชอบในตัว Dell ก็คือการออกแบบครับที่ดูเป็นมืออาชีพและเรียบง่าย โดยเฉพาะกับจอในเกรด UltraSharp ที่มีจุดเด่นกว่าในรุ่นประหยัดที่คุณภาพในการผลิต การแสดงผลและตัวฐานที่สามารถปรับมุมเงยได้ หมุนจอเป็นแนวตั้งได้ อีกทั้งยังได้ประกันคุณภาพที่สูงกว่าเกรดประหยัด (Dell’s UltraSharp Premium Panel Limited Guarantee) คือหากมีจุด Bright Pixel 1 จุดสามารถเคลมได้ทันที และการบริการจะเป็นแบบ On-site Service คือจะมีเจ้าหน้าที่เดลมาบริการเราถึงที่บ้านเลยเมื่อมีปัญหา สำหรับตัวนี้ผมซื้อประกันไว้ที่ 5 ปีครับ

ที่ฐานจอสามารถหมุนซ้ายขวาได้ ตัวกรอบจอออกแบบมาเรียบๆมากครับ มีที่เด่นขึ้นมาก็เพียงแต่ logo Dell เท่านั้นเองที่เป็นเงา ซึ่งปกติแล้วผมมีลำโพงสีดำหนึ่งตัววางไว้ด้านหน้า ก็เท่ากับว่าลบเงาของ logo นั้นไปแทบมองไม่เห็นให้รบกวนสายตาเลยครับ ส่วนที่ปุ่มเองก็ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของตัวจอไปเลยครับ ไม่มีสัญลักษณ์บอกว่าปุ่มนี้ใช้ทำอะไร แต่เมื่อเรากดไปแล้วจะมีบอกบนจอเราครับ และเมื่อใช้ไปสักครั้งสองครั้งก็สามารถจดจำได้ว่า แต่ละปุ่มมีหน้าที่อะไร

ตัวฐานจะเป็นฐานชิ้นเดียวเลย และยึดกับจอด้วยจุดล็อค 4 จุด มีความรู้สึกว่าฐานค่อนข้างมีความมั่นคงมากเลยทีเดียว เราสามารถเลื่อนจอขึ้นและลงได้ ด้วยการกดจอขึ้นหรือลงครับ  อาจจะฝืดๆอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ยากเย็นเท่าไร ตรงนี้ผมชอบมากเพราะด้วยความที่เป็นจอขนาดใหญ่ บางครั้งถ้าหากจอฟิกความสูงมา แต่ถ้าเรานั่งอยู่ต่ำก็ทำให้ต้องเงยหน้าดูตลอดเวลา แต่พอเราสามารถปรับได้ ก็ทำให้เราดูเว็บได้สดวกขึ้นครับ ไม่ต้องคอยเงยหน้าขึ้นมาดูส่วนที่อยู่ด้านบนบ่อยๆ ทำให้ไม่เมื่อยคอเวลาเล่นนานๆ ส่วนการหมุนจอสามารถทำได้โดยเงยหน้าจอขึ้นมาก่อนแล้วหมุนไปทางด้านขวามือครับ ถ้าไม่เงยจอจะชนกับพื้น

ผมทดลองดูเว็บแบบแนวตั้งดูครับ เว็บที่ออกแบบด้วย grid มาตรฐาน 960 pixel สามารถดูแบบเต็มความกว้างของเว็บได้โดยที่ไม่มีแถบ scroll bar แนวนอนขึ้นมา เรียกได้ว่าสามารถดูเว็บได้แบบเต็มๆเว็บเต็มๆตาเลยครับ หรือจะใช้สำหรับดูภาพแนวตั้งก็ได้ แต่เพราะด้วยความสูงของจอระดับนี้ ถ้านั่งอ่านตั้งแต่บนสุดถึงล่างสุดของจอ คงเมื่อยคอพอดีครับ จอมันยาวกว่าตัวเก่าผม 22″ 16:10 อยุ่พอสมควรเลยทีเดียว

ส่วนการใช้งานปกติถ้าหากใช้กับการดูเว็บที่ fix ความกว้างไว้ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ เพราะตัวเว็บยังคงรักษาค่าความกว้างของตัวเองไว้อยู่ แต่ถ้าหากดูเว็บที่ใช้ความกว้างแบบคิดเป็นเปอร์เซ็น อาจจะ 80-100% หรือเว็บที่ใช้ Fluid Layout ที่ตัวเลเอาท์สามารถขยายออกและลดลงได้ตามความกว้างของ Web browser ก็ต้องบอกว่า อัตราส่วนแบบ 16:9 ออกจะกว้างไปหน่อยสำหรับลักษณะการใช้งานในรูปแบบนี้ครับ แต่ทางออกก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ คือย่อตัว browser ลงมาให้เหลือสักครึ่งจอก็สามารถอ่านได้แบบสบายๆแล้วครับ ส่วนอีกครึ่งจอที่เหลือเอาไปเปิดอย่างอื่นไว้ก็ได้

การเรนเดอร์ตัวอักษร ตรงนี้ผมไม่มีจุดอะไรให้ติหรือชมเป็นพิเศษครับ มันเป็นสิ่งที่จอ LCD ทุกตัวเมื่อปรับที่ Native Resolution แล้วควรให้ตัวอักษรที่คมอยู่แล้ว

ด้วยความที่เป็นจอที่รองรับความละเอียดแบบ Full HD 1080p (1920×1080) เวลาดูหนัง 1080p ก็เลยเต็มจอแบบที่เห็นในภาพครับ ไม่มีขอบดำมากินพื้นที่ ชอบก็ตรงนี้แหละครับดูหนังเต็มตาดี :) ส่วนหนังที่ใช้อัตราส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็น Film 1.85:1 หรือ Anamorphic 2.35:1 ก็ยังคงมีขอบดำให้เห็นอยู่ครับ ซึ่งพวกนั้นถ้าไม่คร๊อปก็ต้องไปเล่นจอ 21:9 แทนแล้วหละครับ

Performance

Color Reproduction

มาพูดถึงประสิทธิภาพกันบ้างครับ หลังจากที่ใช้มาประมาณ 3 วัน เรื่องการแสดงสีผมคงไม่สามารถให้ความเห็นได้แบบเต็มที่เพราะผมไม่มีอุปกรณ์มาคาลิเบตร (ใครมีขอยืมหน่อยซิ :P) หรือทดสอบค่าสีว่ามีความเที่ยงตรงแค่ไหน แต่จากที่ได้ใช้มาสามารถพูดได้ครับว่า ผมพอใจต่อการแสดงผลของจอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีจากการดูภาพนิ่งหรือจากภาพยนตร์หรือเรื่อง contrast สีดำเมื่อปิดไฟก็เป็นดำเกือบสนิทเลย ส่วนสีขาวก็เป็นสีขาวอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีอาการอมสีอื่นคือเป็นขาวหรือเทาบริสุทธิ์ ค่าที่ออกมาจากโรงงานเลยเค้าตั้ง Brightness และ Constrast ไว้ที่ 75/75 ครับ ออกจะสว่างไปหน่อยจนแสบตา ผมจึงคาลิเบรตด้วยสายตาและลดค่าลงมาที่ 18/75 Gamma 2.2 ก็กำลังดีเลยครับ ไม่สว่างจนเกินไป ถนอมสายตาด้วย

Response Time Test

ค่า Response Time แม้ว่าดูตามตัวเลขจะสูงถึง 8ms แต่เมื่อทดเลองใช้จริง โดยผมเลือกหนังเรื่อง Cloverfield (1080p) เป็นตัวทดสอบเพราะในเรื่องมีฉากที่เคลื่อนไหวเร็วๆอยู่ตลอดเวลา ปรากฏว่าถ้าดูด้วยตาเปล่า ก็ยากที่จะสังเกตเห็นครับว่าภาพเกิดอาการโกสขึ้น แต่เมื่อใช้กล้องจับภาพที่ความเร็ว 1/200 วินาทีก็ทำให้สามารถจับส่วนที่เป็นโกสได้ครับ แต่ตรงนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า มันเกิดจากค่า response ของจอหรือว่าเกิดจาก motion blur ของตัวภาพยนตร์ที่ใช้เฟรมเรทที่ 23.98fp เอง

ในส่วนนี้ในมุมมองของผมคือจอตัวนี้สามารถแสดงผลที่มีความเร็วมากๆได้อย่างไม่มีปัญหาครับ แม้ว่าอาจจะไม่ได้เร็วเทียบเท่ากับจอ TN ที่มีค่า response time สูงๆ แต่ถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้วครับ

Backlight Bleeding?

อาการ backlight bleeding เป็นอีกหนึ่งอาการที่มักพบบนจอ LCD เสมอๆครับ แต่จะมีอยู่มากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละตัวไป บางตัวในรุ่นเดียวกันเป็นมาก บางตัวเป็นน้อย อาการคือจอจะมีแสงเล็ดลอดออกมาตามขอบของจอภาพ จะสังเกตง่ายเวลาที่เราเปิดภาพที่มีสีเข้มหรือสีดำในห้องมืด ผมลองทดสอบดูแล้วปรากฏว่ามีที่สามารถสังเกตได้เพียงเล็กน้อยครับ ทั้งจากมุมซ้ายและมุมขวาของจอ โดยด้านซ้ายจะมีออกส้มๆเรืองๆ ส่วนด้านขวาจะมีสีออกชมพูเรืองๆ เมื่อดูจอจากด้านตรงๆก็ไม่มากครับ แต่ถ้าดูเอียงๆสีที่เรืองนั้นจะเด่นขึ้นมา ตรงนี้ผมมองว่ามันไม่ได้เด่นชัดอะไรสักเท่าไรและสามารถยอมรับได้ครับ จะสังเกตได้จากภาพที่ผมถ่ายออกมาสีดำเรียกได้ว่าดำสนิทไปกับขอบของจอเลย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจอไม่ได้ดำสนิทขนาดนั้นครับจะเรืองๆเล็กน้อย ส่วนอาการ backlight bleeding ที่กล่าวไปข้างบนก็มีให้เห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

Viewing Angle

Viewing Angle หรือมุมมองคือสิ่งที่ Panel IPS ได้เปรียบ Panel ประเภทอื่นๆครับ เพราะฉะนั้นถ้าพลาดทดสอบไปก็ยังไงอยู่ จากการที่ผมได้ทดสอบปรากฏว่าจอสามารถแสดงผลออกมาได้ดีครับทั้งการมองจากมุมบน มุมเงย และมองจากด้านข้าง สีอาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็ให้ผลที่ดีกว่าจอแบบ TN ซึ่งถ้าหากมองมุมเงยหรือมุมบนลงมาสีจะเพี้ยนไปค่อนข้างมาก และยิ่งจะเห็นผลมากกับจอที่มีขนาดใหญ่ๆ แต่ตรงนี้ผมไม่ได้ซีเรียสเท่าไรเพราะปกติก็มองจอในมุมตรงๆอยู่แล้วครับ จะได้เปรียบอยู่บ้างเช่นในเวลาที่ดูหนังกับครอบครัว คือไม่จำเป็นต้องนั่งตรงๆก็สามารถให้สีตรงกับที่ควรจะเป็นได้ครับ ซึ่งตรงนี้เอาจริงๆแล้วในมุมด้านข้างจอ TN สมัยใหม่ก็สามารถแสดงผลออกมาได้ดีอยู่เหมือนกันครับ

75Hz?

โดยทั่วไปแล้ว LCD Monitor ปกติมักจะแสดงผลที่ 60Hz ครับ แต่เจ้า U2311H ก็มีคนดัดแปลง driver ของมันให้สามารถแสดงผลที่ 75Hz ได้ แต่ก็ไม่เสถียรเท่าไรนักครับ คือในบางครั้งเมื่อจอดับไปแล้วเปิดขึ้นมาใหม่จะมีข้อความว่า hardware ของเราไม่สนับสนุน refresh rate นี้ครับ ส่วนค่านี้มีผลอย่างไร ตอบง่ายๆก็คือทำให้ภาพที่แสดงออกมาเนียนและสมูธขึ้นครับ โดยปัจจุบันจอ LCD TV เกรดสูงๆที่ขายกันในท้องตลาดมักจะเป็น refresh rate ที่ 120Hz และ 240Hz ตามเกรดและราคาของแต่ละโปรดักครับ

Conclusion

มาถึงส่วนสุดท้ายของรีวิลกันแล้วนะครับ จากที่ได้ทดสอบมาทั้งหมดและจากที่ได้ใช้งานจริง ก็ต้องบอกครับว่าผมมีความสุขกับเจ้า U2311H ตัวใหม่ตัวนี้อยู่พอสมควร มันสามารถตอบสนองในหลายๆอย่างที่ผมต้องการได้ครับ โดยเฉพาะจอที่สามารถปรับหมุนได้ ปรับขึ้นลงได้ตามความต้องการ มันทำให้เราใช้จอในมุมต่างๆของการนั่งได้สดวกขึ้น รวมถึงมุมมองที่กว้างกว่า ทำให้เวลาที่ผมเปิดหนังดูกับที่บ้านคนอื่นๆในครอบครัวจะได้เห็นสีที่ตรงตามที่ควรเป็นครับ ส่วนเรื่อง backlight bleeding ที่กล่าวไปข้างบนนั่นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเสียเท่าไร

ถ้าถามว่าจอนี้เหมาะกับใครก็คงเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องสีอยู่บ้างแล้วกันครับและต้องการจอคุณภาพดีในราคาประหยัด เช่นคนที่ทำงานอยู่กับสี กราฟฟิคภาพถ่ายหรือสิ่งพิมพ์ นี่เป็นจอที่เหมาะกับงานของคุณด้วย sRGB 100% (แต่ว่านั่นคุณก็ต้องไปหา hardware มา calibrate สีก่อนนะครับ ถึงจะได้ค่าสีที่ตรง) ซึ่งในท้องตลาดตอนนี้หากไม่นับ AOC IF23 ที่มีราคาอยู่ราวๆ 4 พันกว่าบาทแล้วก็เหลือ Dell ตระกูล UltraSharp นี้หละครับที่ให้ทั้งคุณภาพและราคาสมน้ำสมเนื้อกันมาก เป็น E-IPS ในราคาประหยัดที่สามารถซื้อหามาเป็นเจ้าของกันได้ในราคาไม่แพงเกินไป แต่ถ้าหากคุณต้องการจอที่ผลิตสีได้ดีกว่านี้ก็คงต้องไปเล่นรุ่นใหญ่ขึ้นมาหน่อยอย่างรุ่น 24″ 2410 ที่เป็น H-IPS ซึ่งสามารถผลิตสีได้ 1.07 พันล้านสี (Color Gamut 110%) แต่นั่นราคาก็โดดไปมาก เพิ่มไปอีกเกือบ 1 หมื่นบาทเลยทีเดียว ซึ่งในรุ่นใหญ่รุ่นนี้โดยมากแล้วมักจะเป็นมืออาชีพที่ต้องการความถูกต้องของสีมากๆครับ

แต่ถ้าหากเราต้องการจอเพื่อที่จะมาใช้สำหรับดูหนัง ทำงานเอกสารเล่นเว็บหรือเล่นเกมทั่วไปและไม่ได้ซีเรียสเรื่องสีเท่าไรนัก ก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไรครับเซฟเงินตรงนั้นไว้ดีกว่า หรือจะเอาไปซื้อจอ TN ที่ใหญ่กว่านี้ก็ได้ เพราะงานบางอย่างเอาจริงๆแล้วเช่นงานกราฟฟิคหรือเว็บดีไซน์ต่อให้เราทำสีได้ถูกต้องแค่ไหน แต่นั่นมันก็ถูกเฉพาะบนจอของเราอยู่ดีครับ เวลาคนอื่นเปิดสีมันก็เพี้ยนไปตามจอของเค้าเพราะมันเป็นตัวแปรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ หรือในงานพิมพ์ก็เช่นกันครับ เราก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าเครื่องพิมพ์นั้นเค้าคาลิเบรตสีไว้ตรงหรือเปล่ายิ่งถ้าหากเป็นร้านอัดรูปทั่วไปแล้ว ผมว่ายังไงก็เพี้ยนในรอบแรก

และถ้าถามว่าจอนี้คุ้มค่าไหม ผมขอตอบครับว่า ถ้ามีเงินก็ซื้อไปเถอะครับมันจะไม่ทำให้คุณผิดหวังด้วยคุณภาพการผลิตและคุณภาพการแสดงผลของมัน แต่ถ้าคุณต้องการเซฟเงิน มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร ยังมีจอราคาถูกคุณภาพดีในท้องตลาดให้เลือกอีกมากครับ

ส่วนข้อเสียที่ผมเจอก็คงเป็นในเรื่องของพอร์ทที่ไม่มี HDMI ครับ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเองก็ไม่ได้ใช้หรือมีอุปกรณ์อะไรที่ต้องใช้พอร์ท HDMI หรอกครับ และในเรื่องของ backlight bleeding บางคนอาจจะมองว่าเป็นข้อเสียก็ได้ คือไม่ควรจะมีให้เห็นเลย และสีดำที่ยังไม่ดำสนิทจริงๆแบบ Panel PVA

เอาเป็นว่าผมขอจบ review ที่ตรงนี้แล้วกันครับ คิดว่าน่าจะรีวิลได้ครอบคลุมแล้วหละครับ ยกเว้นในส่วนที่เป็นเรื่องของสี ที่ต้องใช้อุปกรณ์ในการทดสอบซึ่งผมไม่มี แต่คุณสามารถติดตามอ่านรีวิลจากมืออาชีพได้ตามลิงค์ข้างล่างที่ผมได้โพสให้ไว้นะครับ มีความคิดเห็นอะไรสามารถโพสลงมาได้นะครับ คุยแลกเปลี่ยนกันได้ครับ ขอบคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บครับ :)

More to Read

2 Comments

  1. กำลังตัดสินใจซื้ออยู่ครับ ขอบคุณครับ ผมจะเอามาใช้งานเกี่ยวกับรูปถ่ายครับ

Leave a Reply