comments 4

ประเดิม Adobe After Effects CS5

ในที่สุด Adobe ก็ปล่อย CS5 ออกสู่ท้องตลาดเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกันนั้นสำหรับใครที่อยากจะทดลองหรือทดสอบก็สามารถดาวน์โหลดตัว trial ได้จากเว็บ Adobe เองเลย ซึ่งเช่นเคยมีทั้งแบบที่เป็นแพคเกจแยกเป็นชุดทั้ง Production Premium, Design Premium, Web Premium และแพคเกจใหญ่สุดคือ Master Collection และแบบเลือกโหลดเฉพาะตัว software ที่ต้องการ สำหรับตัวที่ผมดาวน์โหลดมาทดลองก็คือชุด Creative Suite 5 Master Collection ขนาด 4.45 GB (ตัวเต็มราคาราวๆ 86000 บาท) โดยมีข้อแม้อยู่ประการหนึ่งคือ สำหรับใครที่จะใช้ After Effects CS5 และ Premier Pro CS5 จำเป็นที่จะต้องใช้ระบบปฏิบัติการ 64 บิท จึงจะสามารถใช้ได้ (ผมใช้ Windows 7 Ultimate x64)

First Look

หลังจากที่ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เมื่อดูจาก interface ก็เรียกได้ว่าเหมือนใน CS4 เลยครับ เพียงแต่ว่าใน CS5 จะมีเครื่องมือ rotobrush ซึ่งเป็นจุดขายในเวอร์ชั่นนี้ติดมาด้วย ซึ่งผมจะพูดถึงอีกครั้งหนึ่งในช่วงหลัง

แถบเครื่องมือของ After Effects CS5

อีกส่วนหนึ่งที่ถูกเพิ่มพัฒนาจากเดิมก็คือ Color Finesse ที่มาในเวอร์ชั่น 3 ถูกเปลี่ยนหน้าตา Color Wheel และ Curve ใหม่ และเพิ่มฟังชั่น Auto Correct มาให้ด้วยครับ

ในส่วนที่นอกเหนือจากนั้นผมคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแตกต่างกันมาก ผมจำได้ว่าใน CS5 มีการพัฒนาเกี่ยวกับ tracking ด้วย แต่ตรงนี้ผมลืมไปแล้วว่าได้เพิ่มอะไรเข้ามาจึงขอข้ามไปครับ

Roto Brush Tool

หลายๆคนอาจจะได้เห็นคลิปที่ทางผู้พัฒนาได้โชว์เครื่องมือ Roto Brush ไปกันบ้างแล้วนะครับ ผมก็คงจะพลาดที่จะลองไม่ได้เช่นกัน วิธีใช้นั้นไม่ยากครับเพียงแค่คลิกแล้วลากบริเวณที่เราต้องการจะ Roto ซึ่งจริงๆจากที่ผมได้ทดลอง ผมเพียงแค่ดับเบิลคลิก โปรแกรมก็ฉลาดพอที่จะขีดและคำนวนเส้นออกมาให้ได้เช่นกันครับ และถ้าหากว่าโปรแกรมเลือกส่วนที่เราไม่ต้องการให้เรา ก็สามารถยกเลิกได้โดยการกด Alt ค้างแล้วลากบริเวณนั้น ถ้าหากใครยังไม่มีโปรแกรมให้ทดลองแต่ในเครื่องมี Photoshop CS4 ลองใช้เครื่องมือ Quick Selection Tool ดูก็ได้ครับ ลักษณะการทำงานคล้ายกันเลย และนอกจากนั้นแล้วเราก็สามารถจะปรับค่าต่างๆได้เพื่อให้ได้ผลที่ออกมาดีขึ้นที่เมนูเครื่องมือครับ ซึ่งเครื่องมือต่างๆในการปรับค่าก็ต่างเป็นที่คุ้นกันอยู่แล้วถ้าหากว่าใครเคยใช้เครื่องมือในการ Keying ต่างๆคล้ายๆกันครับ

แล้วความแม่นยำละ เป็นอย่างไรบ้าง? จากการทดลองผมคิดว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจนะ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ทดลองใช้กับภาพที่มีการเคลื่อนไหวมากๆ ซึ่งตรงนั้นผมคิดว่าโปรแกรมเองก็คงจะเอาไม่อยู่ โดยเฉพาะภาพเบลอ แต่อันนั้นคงโทษโปรแกรมไม่ได้ ต้องไปพูดถึงตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ถ้าจะเอาฉากแบบนั้น แล้วคิดจะมา Roto ทีหลังมันก็ย่อมมีปัญหา หรือใช้เวลามากกว่าเดิมเป็นธรรมดา แต่นี่ก็พอจะทำให้เราได้เห็นบ้างแล้วว่า ในที่ๆมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย และตัวละครแยกออกจากพื้นหลังค่อนข้างชัด ถ้ามีกรณีแบบนี้เราก็ประหยัดเวลาไปได้เยอะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโปรแกรมไป สิ่งที่เราต้องทำก็คือช่วยโปรแกรมแก้ไขในบางช่วงเวลาที่จำเป็น ในบางจุด ไม่จำเป็นจะต้องมานั่งขยับจุดทีละจุดหลายๆเฟรมแบบที่เคยทำมาก่อน ซึ่งช่วยให้เราเซฟเวลาได้มากขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้นและไวขึ้น

ภาพเฟรมที่ 216

เฟรมที่ 281

จะเห็นได้ว่า ผ่านไป 65 เฟรม โปรแกรมสามารถคำนวนและ Roto ออกมาได้เป็นค่อนข้างดีและเป็นที่น่าพอใจ จะมีส่วนที่ผิดพลาดอยู่เล็กน้อยคือที่ปลายผม ที่พื้นหลังอาจจะมีสีใกล้เคียงกันกับเส้นผม (ตรงคอมพิวเตอร์ ผมเพิ่มทีหลัง) ซึ่งผมยอมรับได้ และนั่นก็ทำให้เราประหยัดเวลาไปได้พอสมควร ที่ต้องแก้ก็คือเฉพาะบางส่วนเท่านั้นเอง และก็ต้องเข้าใจอย่างนึงด้วยว่า ผมพึ่งลองใช้เครื่องมือนี้เป็นครั้งแรก และแทบจะไม่ได้ปรับค่าอะไรเลยด้วยนอกจาก Smooth ค่าเดียว แต่ก็เช่นกันครับ เครื่องมือแบบนี้ใช้ CPU ในการประมวลผล ดังนั้นใครที่เครื่องแรงกว่า ก็ย่อมทำให้งานเสร็จเร็วกว่าเป็นธรรมดา เห็นแบบนี้แล้วผมยิ่งอยากได้คอมใหม่ แทนตัวเก่านี่ที่ช้าเสียเหลือเกินซินะ

Roto Brush Tutorial

ส่วนนี่เป็น Tutorial ครับ อธิบายถึงทุกส่วนของเครื่องมือนี้ลองดูนะครับ

CS4 vs CS5 Rendering time.

สิ่งที่ผมสนใจที่สุดอย่างหนึ่งใน CS5 ก็คือเรื่องของความเร็วในการทำงานที่ทำให้เร็วขึ้นครับ คอมพิวเตอร์ผมช้า และบางทีก็ทำให้หงุดหงิดอยู่บ่อยๆเหมือนกันที่จะต้องรอ ผมเคยพูดถึงไปแล้วในบทความที่ผ่านมา ว่าในเวอร์ชั่นใหม่นอกจากจะเป็น 64 บิทแล้วยังสามารถเรนเดอร์และพรีวิลได้เร็วขึ้นอีกด้วย ในส่วนนี้ผมคงไม่ทดลองถึงขนาดที่ว่าจะ ram preview ได้เร็วกว่าแค่ไหนและยาวกว่าแค่ไหน เพราะคงจะยุ่งยากสำหรับผมเกินไปครับ ที่ผมจะทำก็คงเป็นเพียงแค่วัดความเร็วในการเรนเดอร์ที่สามารถตัดสินได้ง่ายๆเพียงแค่เทียบเวลาว่าใครเรนเดอร์เสร็จได้ไวกว่ากัน

ก่อนหน้าที่ผมจะติดตั้งโปรแกรมผมทดลองเรนเดอร์งานใน After Effects CS4 หรือเวอร์ชั่น 9 จาก footage TIFF sequence ที่ขนาด 720p (1280*720) 25fps 8bpc format: Quicktime Movie Animation 100% ความยาว 1.14 นาที โดยไม่ได้ใส่ effect ใดๆทั้งสิ้น ปรากฏว่าใช้เวลาในการเรนเดอร์อยู่ที่ 6.11 นาที ผมเก็บ log เอาไว้ดูว่าเมื่อเปลี่ยนโปรแกรมแล้วความเร็วจะต่างกันอย่างไร

และเมื่อนำมา render ใน CS5 ปรากฏว่าเร็วขึ้นครับ โดยใช้เวลาไปเพียงแค่ 4.18 นาทีเท่านั้นเอง เร็วกว่าเกือบ 2 นาที และตามผลที่ออกมาแบบนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ว่าในช่วงการทำงาน การพรีวิลก็น่าจะเร็วกว่าตามที่ Adobe เคยได้โฆษนาไว้

ใน Output Module ของ CS5 มีให้ปรับค่าไม่มากเช่นที่ผ่านมาครับ ก็จะมีให้เลือกไม่กี่อย่างแบบเดียวกันกับที่เราเคยใช้ๆกันมา และในบางกรณีอย่างเช่น Format h.264 เราก็ไม่สามารถเลือกที่จะเรนเดอร์แบบ 2 Pass ได้ ทางออกก็คือผมเซฟโปรเจคแล้วนำไปเรนเดอร์ใน Media Encoder CS5

Adobe Media Encoder CS5

Adobe Media Encoder ก็คล้ายๆกับโปรแกรมแปลงไฟล์นะแหละครับ และมีออฟชั่นให้เลือกปรับมากกว่าใน Output Module ของ After Effects วิธีใช้ก็เพียงแค่ import project เข้ามาตามปกติ

แต่ที่มีมากกว่าก็คือสามารถปรับค่าได้มากกว่าในจุดเดียวเลย รวมทั้งเรนเดอร์แบบ 2 Pass ได้ ในขณะที่ Output Module ของ After Effects ไม่มีให้เลือก

แอบเรนเดอร์เร็วกว่าใน After Effects ด้วย ที่ 3.53 นาที เร็วกว่า 25 วิ แต่ค่าตรงนี้ก็ไม่แน่นอนครับ แต่ผมลองหลายครั้งปรากฏว่าออกมาเร็วกว่าใน After Effects นะ แต่ถ้าเรนเดอร์ Quicktime Animation ต้องปรับค่าให้ถูกครับ ไม่งั้นคุณภาพจะต่ำกว่าใน After Effects คือต้องเลือก Depth : 24 bit นะครับ ต่ำกว่านี้จะเกิด Color Banding สูงกว่านี้ก็ Data Rate จะอยู่ราวๆ 600+ mbits/sec ผลคือ harddisk ธรรมดากระตุกครับ ผมไม่ได้ต่อ Raid และขนาดไฟล์มันใหญ่ ในขณะที่ผมมองไม่เห็นความแตกต่างอะไรเลยจาก 24 bit

Conclusion

สำหรับ After Effects CS5 ถ้าถามว่าน่าใช้หรือเปล่า ก็บอกได้ครับว่าน่าใช้อยู่มากเหมือนกัน แต่ถ้าถามว่าพร้อมหรือเปล่า ก็ต้องมาคิดกันอีกทีครับ ในกรณีที่เราทำงานร่วมกับคนอื่นหรือมีคนทำงานต่อจากเรา เพราะอย่าลืมครับว่า เราไม่สามารถเปิดไฟล์โปรเจคเวอร์ชั่นใหม่ในเวอร์ชั่นเก่าได้ ยังมีคนใช้ After Effects 7 อยู่น่าจะเป็นส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ และต่อให้เราสามารถทำงานต่อจากคนอื่นที่ใช้เวอร์ชั่นต่ำกว่าเราได้ ก็อย่าลืมเรื่อง plug-in ครับว่า ก็ต้องเปลี่ยนใหม่เช่นกันในกรณีที่ใช้ plug-in third party ให้เป็นเวอร์ชั่น 64 บิทจึงจะสามารถใช้ได้ และผมก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่า plugin ตัวเดียวกัน แต่ต่างเวอร์ชั่น ต่างบิท จะสามารถทำงานต่อกันได้หรือเปล่าอีก plug-in ในตระกูล Trapcode ตอนนี้สามารถใช้กับ CS5 ได้แล้วครับ แต่ในตระกูล Magic Bullet ยังไม่สามารถใช้ได้เป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น Looks สามารถเชคได้ที่เว็บ Red Giant ครับ ส่วน Colorista มีตัวอัพเดทออกมาแล้ว แต่ผมยังไม่มี ในกรณีที่ผมทำงานคนเดียว ผมอาจจะเลือกใช้ CS5 ในช่วงทำงานก็ได้ เพราะทำงานได้เร็วกว่า แต่พอตอนจะปรับสี ผมก็อาจจะเรนเดอร์ออกมาเป็น TIFF ก่อนแล้วส่งไปปรับสีใน CS4 ก็ได้ แล้วมายอมเสียเวลาเรนเดอร์อีกต่อในนี้ จากนั้นอาจจะเอาไปทำเป็น Proxy หรืออะไรก็แล้วแต่เรา รอจน Plug-in ที่รองรับออก คือผมอยากทำงานอย่างมีความสุข พรีวิลเร็วๆนะครับ สุดท้ายถ้าใครสนใจก็ลองไปหาดาวน์โหลดดูได้ครับ อาจจะชอบหรืออาจจะเฉยๆก็ได้ แต่อย่าง Content Aware ใน Photoshop CS5 ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือขั้นเทพที่ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเหมือนกัน หลายๆคนชอบนะครับ? ข้างล่างนี่เป็นหน้าตาของ Photoshop CS5 interface ไม่ต่างจากเดิมเท่าไร แต่ความลับที่ซ้อนอยู่ทุกคนคงรู้ดีว่าจะมีประโยชน์ขนาดไหน :P

Plus…

Adobe Photoshop CS5 Interface

Content Aware Fill Sample

ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านครับ :)

More…

4 Comments

  1. ผมลองใช้ After effect CS5 แล้วครับ ปรากฏว่า ดึงแรมเครื่องไปเกือบหมดเกลี้ยงเลย
    (Mac pro early 2009 2 x Xeon Nehalem Processor
    RAM 6 GB OSX Snowleopard 10.6.3 ) เกิดอาการอืดขึ้นกับระบบโดยรวมเลยครับ

    ไม่ทราบว่า แรม 6GB นี่น้อยไปหรือเปล่าครับ ผมควรเพิ่มไว้ซักเท่าไหร่ดีครับ ปกติปกจะตัดงาน Size SD 720 *576 ไปจนถึง 1920 * 1080 ครับ

    **** แต่ เรนเดอร์นี่เร็วถึงใจดีมากๆครับ ^^

  2. เรื่องแรมนี่ผมคิดว่าอยู่ที่งบและความจำเป็นที่จะต้องใช้แหละครับ ผมคงให้คำตอบไม่ได้ว่าเท่าไรดี แต่ถ้าผมมีงบซึ่งเชื่อว่าคุณมีแน่ๆ ก็คงใส่เท่าที่จะเป็นไปได้นะแหละครับ โปรแกรมเอื้อให้เราใช้แล้ว ถึงตอนเรนเดอร์ใช้ไม่ถึง ก็เหลือไปใช้กับโปรแกรมอื่นก็ได้

    ส่วนเรื่องแรม ถ้าเกิดว่ามันดึงไปหมดจนไม่เหลือไว้สำหรับ apps อื่น ไปปรับที่ preference ได้นะครับ สามารถกำหนดได้ว่า จะเหลือ ram ไว้สำหรับ apps อื่นเท่าไร และสามารถคุมการทำงานแบบ multiprocessing ได้ด้วย ว่าใช้กี่หัว เหลือกี่หัว ประมาณนั้นครับ

  3. แล้วถ้าเราไม่ปรับ Multiporcessing แล้วมันจะใช้งานทุกหัวเป็น Defalt เลยรึเปล่าครับ

  4. มาตอบช้าไปนิดนะครับ -*-

    ปกติมันน่าจะใช้ทุกหัวอยู่แล้วนะครับ แต่เท่าที่ผมเข้าใจคือเมื่อเปิดใช้แล้วเวลาที่โปรแกรมพรีวิลหรือเรนเดอร์ มันจะดึงประสิทธิภาพออกมาได้มากกว่า เร็วกว่า (หน่วงเครื่องกว่า) ตามที่ผมเข้าใจนะครับ ใช้หลายคอร์เรนเดอร์เฟรมเดียว ปกติแล้วผมไม่ได้เปิดใช้ เพราะว่า cpu ผมไม่ได้เป็น quad core เวลาเปิดแล้วมันรีด cpu เสียจนทำอย่างอื่นลำบาก

    อีกอย่าง CS5 สามารถดึงคอร์เสมือนมาใช้ได้ด้วยนะครับ ไม่แน่ใจว่า Xeon ตัวที่คุณใช้มี Hyper Threading หรือเปล่า ถ้ามีก็จะสามารถดึงตรงนั้นมาใช้ได้ด้วย

    ยังไงลองเชคลองใช้ดูครับ ผมไม่ค่อยได้ใช้ตรงนั้นเหมือนกัน

    ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านครับ :)

Leave a Reply