วันที่ผ่านมาก็เป็นอีกวันที่ น่าจะแย่ที่สุดในรอบหลายๆวัน หลายๆอาทิตย์ หลายๆเดือน อาจจะถึงในรอบครึ่งปีเลยก็ได้
บางครั้งเวลาที่เราเสียใจเรามักจะได้พบได้เห็น หรือเคยได้ยินการกระทำที่เป็นการทรมานตัวเอง เช่น อดอาหาร อดนอน กินเหล้า
ผม ลองมานึกดูว่า สิ่งที่ผมกล่าวไปนั้น มันให้อะไรกับเรา แล้วมันมีผลดีอะไรขึ้นมาบ้าง ผมคิดว่า ผมเคยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมา? มันทำให้เราได้รู้ว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย เป็นการไม่รักตัวเราเองด้วยซ้ำ เราควรจะรักตัวเราเองซิ
เมื่อคืดได้ เช่นนั้น ผมก็ถามตัวเองว่า แล้วทำไมเราถึงไม่แก้ปัญหาให้ตรงจุดละ ใช่ เราเสียใจใช่ใหม อ้าว แล้วทำไมเราถึงไม่ทำให้เรามีความสุขละ จริงใหม มันน่าแปลกถ้าเรามีความทุกข์อยู่แล้ว แล้วทำไมถึงต้องไปซ้ำเติมตัวเราเองด้วย ทำไมเราไม่คึดว่า เห้ย เราเสียใจวะ หาอะไรที่สุขใจทำดีกว่า อะไรๆมันจะได้ดีขึ้น ฟังเพลงเพราะๆ ปล่อยใจไปตามอารมณ์ อยู่กับธรรมชาติ พูดคุยกับเพื่อนสนิท หากิจกรรมอะไรที่ทำให้มันมีความสุขทำ แบบนั้นมันก็น่าจะดีนิ จริงใหม สมมติให้เห็นภาพ ก็คือ ถ้าคุณติดหนี้คนอื่นไว้เนี่ย แล้วถ้าคุณไม่ใช้คืนแล้วมันจะหายใหม มันก็ไม่หาย หรือว่าคุณจะเลือกอีกทางคือไปยืมเงินอีกคนนึงมาจ่ายอีกคนนึง มันจะดีใหมแบบนั้น ผมว่าปัญหามันจะไม่มีที่สิ้นสุดเท่ากับการจ่ายเงินคืนเค้าไปให้สิ้นเรื่อง สิ้นราวไป
อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดนะ ว่าในเมื่อเรามีความทุกข์ เราก็ควรหาความสุขใส่ตัวเราเอง เพื่อชดเชยความทุกข์นั้น
แต่ มันก็จะมีอีกว่า สมมติในกรณีที่คนเป็นแฟนกันทิ้งกัน ผมขอคิดไปเองว่า ถ้าคนเลิกกันบางทีมันก็อาจจะมีคนใดคนหนึ่งเสียใจขึ้น แต่ถ้าเกิดเค้าไม่เสียใจละ ทั้งๆที่มันดูแล้วมันน่าจะเสียใจ เป็นไปได้นะครับ ที่อีกฝ่ายนึงจะคิดว่า เห้ยนี่แกไม่เห็นว่าการที่เราเลิกกันเป็นเรื่องสำคัญเลยหรอ มันไม่มีความหมายอะไรเลยใช่ใหม? แกต้องเสียใจซิ มันถึงจะถูก
มันก็ แปลกอีกที่ ทำไมละ ทำไมเราถึงต้องการเห็นคนอื่นเสียใจ ครั้งหนึ่งผมเคยถูกสั่งถูกสอนมาสมัยอยู่มัธยมว่า จงมีความสุขเมื่อคนอื่นมีความสุข และเข้าไปช่วยเหลือเขาในยามที่เขาเป็นทุกข์หรือต้องการความช่วยเหลือ มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นไม่ใช่หรอ ทำไมเราถึงต้องการให้เค้าเสียใจละ จริงๆเค้าอาจจะเสียใจก็ได้ แต่เค้าไม่อยากเพิ่มความเสียใจให้กับตัวเขาเองไง เขากำลังแก้ปัญหาของเขาอยู่หรือเปล่า อันนี้มันก็น่า น่าที่จะเอาไปคิดนะ ว่ามันควรจะเป็นยังไง
แต่ว่า เหนือสิ่งอื่นใด พวกนี้มันเป็นเรื่องของปลายเหตุครับ มันเป็นเรื่องที่เกิดหลังจากที่ทุกข์มันเกิดแล้ว มันไม่ใช่การแกัปัญหาที่จุดแรกเริ่มต้นของมัน
เราก็ควรจะดูว่า อะไรละที่มันทำให้เราทุกข์ใจ เพราะอะไรมันถึงเกิดเหตุการณ์แบบนั้น ศึกษาและให้เวลากับมัน แล้วก็พยายามอย่าให้เกิดปัญหา เกิดความทุกข์ขึ้นมาอีก อะไรไม่เข้าใจกันก็ค่อยๆคุยกัน อะไรเข้าใจกันถูกบ้าง ผิดบ้าง ก็ค่อยๆ คุยกันมันน่าจะดีกว่าที่เราใช้อารมณ์เข้ามาคุยกัน ถ้าจะแซวกับช่วงนี้ เค้าว่าคนไทยเรากำลังหันหน้าเข้าหากันเหมือนกัน แต่ไม่ได้หันหน้าเข้าหากันเพื่อดีกันนะ แต่หันหน้าเข้าหากันเพราะตีกัน ก็ว่าไปตามเรื่องตามราว
ขอพูดต่ออีกว่า คนเราแต่ละคน ก็เกิดมาจากที่ที่แตกต่างกัน สังคมที่แตกต่างกัน นิสัยใจคอแน่นอนว่าต้องมีแตกต่างกันไป พี่น้องกันยังทะเลาะกันได้เลยจริงใหม เพราะฉะนั้นเมื่อคนสองคนคุยกัน มันเป็นไปได้ครับที่จะไม่เข้าใจกัน บางทีเราอาจจะด่วนตัดสินคนอื่นเร็วเกินไปหรือเปล่า โดยที่เราไม่ได้ถามเค้าเลยว่าเค้าคิดยังไงถึงพูดถึงทำแบบนี้ อ่านใจเค้าออกหรอ ว่าเค้ากำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้ทำแบบนั้น ถ้าเราอ่านใจเค้าออกมันก็อีกเรื่องนึงครับ แต่ถ้าเราอ่านใจไม่ออก แต่เราพยายามคิดว่าเค้าต้องคิดแบบนี้แน่ๆ อันนี้ คงต้องเรียกว่าเข้าใจผิดครับ ไม่ใช่เข้าใจกัน… เรื่องพวกนี้ อย่าเดาไปเองครับ ถามกันตรงๆเลยดีกว่าให้เป็นเหตุเป็นผล เพราะก็แน่หละ ในเมื่อเราคิดไปเองว่าเค้าต้องคิดแบบนี้ แล้วปรากฏว่ามันผิดกับที่เราคิดไป แล้วเราจะยังคิดแบบผิดๆ นั้นไปอีกทำไม เราน่าจะให้อภัยกันได้ ถ้ามันเกิดจากการเข้าใจกันผิดหนะนะ ผมว่ามันน่าจะดีนะถ้าเราเปิดใจให้กันบ้าง
ต่ออีกนิดเป็นช่วงสุดท้าย ว่า ผมเชื่อว่า การที่เราคุยกันด้วยเหตุด้วยผล มันน่าจะมีประโยชน์กว่าการใช้อารมณ์เข้ามาตัดสินว่า เห้ย แบบนี้มันแย่วะ มันไม่ดี แล้วก็เคารพในคำอธิบายของผู้พูดบ้าง มันก็น่าจะดีครับ
หันหน้าเข้าหากัน และยิ้มให้กันด้วยมิตรภาพทีดีต่อไป…
peace ครับ








