quickfiretk

CM Storm Quickfire TK, Full Led Keyboard Review

Introduction

สวัสดีครับ ก่อนอื่นต้องขอทักทายกันก่อนหลังจากที่ผมไม่ได้เขียนบทความอะไรในเว็บนี้เลยเป็นเวลาร่วมปี วันนี้ผมมีรีวิวเจ้าคีบอร์ดตัวใหม่ของผมมาให้ได้อ่านกันครับ ซึ่งมันก็คงเป็นไปในรูปแบบง่ายๆและไม่จริงจังอะไรมาก ส่วนนึงเชื่อว่าหลายๆคนที่สนใจอุปกรณ์คอมพิวเตอร์คล้ายๆผมก็คงจะหาข้อมูลเชิงลึกจากเว็บผู้ผลิตกันได้ไม่ยากครับ

ก่อนหน้าที่ผมจะซื้อคีย์บอร์ดตัวนี้มา เรื่องมันมีอยู่ว่าที่พักใหม่ที่ผมอยู่ตอนนี้โต๊ะคอมค่อนข้างเล็กครับ เวลาใช้คีย์บอร์ดแบบ full size แล้วมันแทบไม่มีพื้นที่ให้ได้ใช้เม้าส์เท่าไร ผมก็เลยมองหาคีย์บอร์ดที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อยได้ แต่ยังคงไว้ด้วยฟังชั่นซึ่งจำเป็นต้องใช้ และอยากจะลอง Mechanical keyboard ที่เค้าว่ามันดีกว่าคีย์บอร์ดธรรมดาว่ามันจะดีกว่ากันสักแค่ไหน ผมก็เลยหาข้อมูลครับ แต่ ณ ตอนที่ผมซื้อ Mechanical keyboard ในไทยที่ขนาดเล็กลงมาหน่อยก็มีแต่แบบ Tenkeyless คือมันไม่มีแป้นตัวเลขครับ จะมีแต่แป้นอักศรและ Command ซึ่งงานของผมถ้าใช้คีย์บอร์ดพวกนี้คงลำบากพอสมควร บังเอิญโชคดีหรือโชคร้ายได้เสียตังก็ไม่รู้ ผมไปเจอคลิปๆนึงของ Linus Tech Tips พาไปดูคีย์บอร์ดของ Cm Storm ที่งาน CES 2013 และนั่นเองที่ทำให้ผมได้รู้จักกับเจ้า Quick Fire TK ที่ผมกำลังจะรีวิวให้ได้เพื่อนๆได้อ่านกันในวันนี้

Overview

[rev_slider quickfire-tk]

CM Storm Quick Fire TK เป็น Mechanical keyboard ตัวล่าสุดของ Cm Storm โดยใช้ Switch ที่เรารู้จักกันดีคือ Cherry Mx ในรุ่นนี้จะมี Switch 3 สีด้วยกัน คือ แดง น้ำเงิน และน้ำตาลครับ สำหรับตัวนี้ผมเลือกใช้สีแดงเพราะคิดว่าเสียงจะไม่รบกวนเพื่อนร่วมห้องจนเกินไปครับ และจากที่ศึกษามา Switch สีนี้ปุ่มกดจะค่อนข้างเบา ก็อยากจะลองดู เผื่อว่าจะทำให้ล้ามือได้น้อยลงเวลาต้องใช้คอมนานๆ นอกจากนั้นเมื่อดูที่ตัวคีย์บอร์ดเองขนาดของตัวคีย์บอร์ดก็ให้ดูที่คีย์บอร์ดแบบ full size ที่คุณใช้อยู่ครับ แล้วตัดแป้นตัวเลขออก ขนาดจะเป็นประมาณนั้น เลเอาท์ของคีย์บอร์ดจากตัวเก่าผมใช้ Dell SK-8115 มาใช้ตัวนี้ก็คือว่าแทบจะไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย นอกจากตัวที่ผมใช้อยู่นี่มันไม่มีเลเอาท์ไทยเท่านั้นเอง (ณ เวลาที่ผมรีวิลในไทยยังไม่มีขาย) วัสดุที่ใช้ทำปุ่มจะออกแนว rubber หน่อยคือด้านๆสัมผัสค่อนข้างสมูธ ใช้แล้วไม่มีรอยนิ้วมือติดบนคีย์บอร์ด น้ำหนักแป้นพิมพ์เองหนักมาณ 1.5 กิโลครับ ซึ่งถือว่าหนักพอสมควร ส่วนคุณภาพการผลิต ผมมองดูแล้วดีมากครับ แข็งแรง ดูทนไม้ทนมือดี ตัวคีบอร์ดเองมีพอร์ทเชื่อมต่ออย่างเดียวคือ USB 2.0 พอร์ทซึ่งสามารถถอดสายได้ นอกนั้นไม่มีพอร์ท Audio Out / In หรือ USB Hub ครับ

Main Characteristics

[rev_slider quickfire-tk2]

นอกจากความเป็นคีย์บอร์ดขนาดกะทัดรัดแล้ว มันยังเป็นคีย์บอร์ดที่เป็น Full LED ด้วยครับ ผมเคยอยากได้คีบอร์ดที่มีไฟแบบนี้มาตั้งแต่สมัยที่ Zest เอา Saitek รุ่นที่มีไฟมาขายใหม่ๆ มาวันนี้ได้ลองใช้เสียที สำหรับไฟ LED จะมีสามสีแตกต่างไปตามแต่ละ Switch ครับ โดยสีแดงสำหรับ Switch สีแดง สีน้ำเงินสำหรับ Switch สีน้ำเงินและไฟสีขาวสำหรับ Switch สีน้ำตาล จริงๆผมอยากได้ไฟสีขาวนะ แต่ไม่อยากได้ Switch สีน้ำตาล

สำหรับไฟบนคีย์บอร์ดมี 3 mode ด้วยกันครับ คือแบบเต็มทั้งบอร์ด แบบเฉพาะที่ปุ่ม WASD และแบบ Breathing คือไฟจะค่อยๆเพิ่มและลดแสงอยู่ตลอดเวลา เราสามารถปรับความสว่างของแสงได้ 5 ระดับด้วยกันครับ แต่ใน mode breathing ไม่สามารถปรับระดับได้ โดยส่วนตัวแล้วผมจะใช้แต่ mode WASD เพราะแบบ Full LED แสงมันแยงตา

นอกจากนั้นยังมีฟังชั่นเล็กๆน้อยๆอื่นๆเช่น Multimedia Keyboard ซึ่งอยู่บนแผง Function Key ไล่ไปตั้งแต่ F5-F11 สามารถเปิดปิดการใช้งานปุ่ม Windows ได้ ในกรณีที่เราไม่อยากจะกดมันพลาดในเกมส์นะครับ รวมถึงฟังชั่น NKRO ซึ่งทำให้เราสามารถกดปุ่มพร้อมกันได้มากกว่า 6 ปุ่ม โดยทั้งหมดนี้สามารถใช้งานได้ผ่านปุ่ม FN ที่อยู่ติดกับปุ่ม CTRL ทางขวาของคีบอร์ดคับ

Real life usage

นับเวลาถึงวันที่บทความนี้ออกก็เป็นเวลาครบ 1 อาทิตย์พอดีครับ ที่ผมได้ทดลองใช้ Mechanical Keyboard ตัวนี้เป็นตัวแรก ต้องบอกว่าเวลาพิมพ์มันเป็นความรู้สึกใหม่ครับ เวลาที่เรากดเราสามารถรับรู้ได้ถึงการกดลงไปแต่ละปุ่มเลยว่า แต่ละปุ่มที่เรากดลงไปมันแยกกันเป็น Switch ไป และด้วยความที่มันมีเสียงและตอบสนองได้เร็วผมรู้สึกว่ามันพิมพ์มันกว่าเดิมมาก ยิ่งพิมพ์เร็ว พิมพ์แรง เสียงยิ่งดังก็ยิ่งรู้สึกมัน พิมพ์สนุก (แต่ผมพิมพ์แรงมากไม่ได้ รบกวนคนอื่น) นอกจากนั้นแล้วผมมองว่าคนที่พิมพ์สัมผัสเป็นน่าจะชอบ Mechanical Keyboard ครับ เพราะเวลาพิมพ์เราไม่จำเป็นต้องกดสุดปุ่มก็ได้ คือกดแค่ครึ่งปุ่มมันก็ตอบสนองเราแล้ว ตรงนี้ผมรู้สึกว่ามันทำให้เราพิมพ์ได้เร็วขึ้น ซึ่งมันทำให้ผมพอเข้าใจแล้วว่าทำไม Switch แบบสีฟ้าถึงเหมาะกับคนที่ชอบพิมพ์

แต่ใช่ว่าจะเจอแต่ข้อดีนะครับ ปัญหาที่ผมเจออยู่บ้างก็มีทั้งจากความเคยชินส่วนตัวและมาจากตัวคีบอร์ดเอง อย่างแรกเลยคือด้วยความที่ปุ่ม arrow key กับ numpad ถูกรวมเอาไว้ด้วยกันก็อาจจะทำให้คนที่ต้องใช้มันเป็นประจำรู้สึกลำบากกว่าเดิมได้ แต่จริงๆตรงนี้แก้ได้ไม่ยากครับ ผมหัดมาใช้ Arrow Key ที่เดิมอยู่บน Numpad ซึ่งพูดจริงๆผมไม่เคยใช้มันมาก่อนเลย นั่นก็คือการกด shift + ตัวเลข เช่น 4 8 6 2 แทน arrow key และใช้ shift + 9 / + 3 แทน page up, page down ตรงนี้ก็ช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง อีกปัญหาที่ผมเจออันนี้คงเกิดจากความเคยชินของผมเองคือเวลาเล่นเกมแล้วกด WASD ด้วยความที่คีย์บอร์ดตัวเก่าเป็นแบบธรรมดาซึ่งต้องกดลึกจนสุดปุ่มถึงจะตอบสนองทำให้บางทีด้วยความเคยชินเผลอไปกดปุ่ม W ค้างไว้ เวลาเล่นเกมเดินยิงบางทีมีเดินเอียงๆเหมือนกันครับโดยไม่รู้ตัว อีกข้อนึงเป็นข้อสุดท้ายที่ผมเจอก็คือผมไม่ชอบปุ่ม “00” เลยครับ มันไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย บ่อยครั้งที่ผมต้องการจะพิมพ์เลข 0 ตัวเดียวแต่ดันไปกดปุ่ม “00” แทน

Conclusion

โดยรวมแล้วผมถือว่า CM Storm Quick Fire TK เป็นคีย์บอร์ดที่คุ้มค่าตัวนึงเลยครับกับราคาที่ผมได้มา เมื่อเทียบราคากับตัวอื่นๆที่ขายในไทยปัจจุบัน ทั้งฟังชั่นที่ผมต้องการ ทั้งคุณภาพการผลิต มันอาจจะไม่ได้แตกต่างจากคีบอร์ดธรรมดาแบบสุดขั้วแต่ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาจากเดิมไปอีกขั้นนึง แต่อย่างไรก็ตามผมมองว่า Mechanical Keyboard ไม่เหมาะถ้าเราอยู่กับคนที่ขี้รำคานหรือทำงานใน office ขนาดสีแดงไม่ได้ดังมาก ผมว่าก็ยังดังนะ ถ้าเป็นสีฟ้าสงสัยผมโดนปาคีบอร์ดทิ้งแน่นอน ฮ่าๆ (แม้ว่าจะมีการ mod ลดเสียงก็เถอะ)

[half]

PROs

  • Full LED Keyboard
  • Build Quality
  • Compact Size
  • Cheap Price
  • NKRO (via USB)
  • Multimedia Key
  • Removable USB port

[/half][half end=”true”]

CONs

  • No USB Hub
  • No Audio in / out
  • ไม่เหมาะกับคนที่ใช้ Arrow Key และ Numpad ควบคู่กันไปตลอดเวลา
  • เสียงอาจจะรบกวนคนอื่นได้

[/half]

[clearboth]

Read More…