
Which Render Settings?
วันนี้หลังจากกลับมาจากมหาวิทยาลัยก็ว่างครับ และพอดีกำลังเก็บไฟล์ After Effect ให้เข้าที่เข้าทาง ก็เลยเกิดสงสัยขึ้นมาว่าเอะ… ปกติเค้าเรนเดอร์ภาพกันออกมาฟอร์แมตอะไร codec อะไรกันบ้าง โดยปกติแล้วผมจะเรนเดอร์อยู่สอง-สามอย่าง อย่างแรกคือ QuickTime Movie – PhotoJPG 100% quality ในกรณีที่ต้องการเก็บไฟล์เอาไว้ อย่างที่สองและสามคือ QuickTime Movie H.264 หรือ H.264 PAL* แล้วแต่กรณีไฟล์ออกมาเป็น .mov กับ .mp4 ตามลำดับ เอาไว้สำหรับอัพโหลดขึ้นเว็บเช่น youtube หรือ vimeo เพราะได้ไฟล์ที่มีขนาดเล็กและคุณภาพดี แต่มีข้อเสียคือ contrast จะตกลงไป สีสดๆจะดูซีดลง ผมก็เลยลองหาข้อมูลดู ปรากฏว่าก็ไปเจอทิปเล็กๆแต่มีประโยชน์มากจาก blog ของคุณ Andrew Kramer ครับ อาจจะเก่าหน่อย แต่ใช้ได้เสมอ คุณ Andrew Kramer แนะนำมาว่านอกจากที่เราจะเรนเดอร์ออกมาเป็นภาพไม่ว่าจะเป็น PNG หรือ TIFF ด้วยความที่มันเป็นไฟล์ประเภท uncompressed** แล้ว ถ้าเกิดเราจะเรนเดอร์ออกมาเป็นไฟล์เดียวหรือไฟล์ video เค้าแนะนำให้ใช้เป็น QuickTime Movie (.mov) และสำหรับ codec เค้าแนะนำมา 3 อย่างครับ
1. PhotoJPG ที่ 95% quality
- ไฟล์เล็กกว่า
- บีบอัดเร็ว
- นำมาใช้ได้หลายๆครั้งก่อนที่ไฟล์จะคุณภาพเสีย (หมายถึงการนำไฟล์เรนเดอร์ไปใช้ซ้ำในงานอื่นๆ)
- 239 MBs สำหรับงานหนึ่งนาที @ 864?480 29.97fps
- 1 นาทีใช้เวลา 1:18
2. PNG
- ไฟล์ขนาดกลาง
- บีบอัดนานมากๆ
- เป็น codec ประเภท uncompressed อยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหากับการนำกลับมาใช้ใหม่
- 952 MBs สำหรับงานหนึ่งนาที @ 864?480 29.97fps
- 1 Minute ใช้เวลา 8:44
3. Animation
- ไฟล์ใหญ่
- บีบอัดเร็ว
- เป็น codec ประเภท uncompressed อยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหากับการนำกลับมาใช้ใหม่
- 1.9 GBs สำหรับงานหนึ่งนาที @ 864?480 29.97fps
- 1 Minute render took 1:35
จะเห็นได้ว่า Animation codec นั้นคงเป็นทางเลือกสำหรับคนที่มีพื้นที่ HDD เยอะๆครับเพราะว่ากินพื้นที่เยอะมาก ในขณะเดียวกัน PhotoJPG เองก็ให้คุณภาพไฟล์งานที่ดีเช่นกันและไฟล์มีขนาดเล็กกว่า ส่วน PNG นั้นจริงอยู่ที่เป็น uncompressed แต่มีข้อเสียคือใช้เวลาบีบอัดนาน (เรนเดอร์นาน) ครับ ก็คงจะพอพูดได้ว่า สำหรับงานทั่วไปเลือก PhotoJPG ไว้ก่อน แล้วถ้าเป็นงานสำคัญๆที่ต้องการคุณภาพมากๆการเลือก Animation ก็เป็นตัวเลือกที่ดี
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ใช้ delivery format*** ในการเรนเดอร์ไฟล์งาน (เพื่อนำไปใช้ต่อ) เช่น H.264, Sorensen หรือ MPEGs ต่างๆ
- Jump off of a moving train เข้าใจว่าเป็นสำนวน ผมไม่แน่ใจว่าแปลว่าอย่าเสี่ยงหรือเปล่านะครับ
- ไม่วางแผนก่อนทำงาน
ทั้งหมดนี่เป็นคำแนะนำจากคุณ Andrew Kramer ครับ ก็ต้องขอขอบคุณไว้ตรงนี้ด้วย คือบางทีเรารู้ครับว่าอันใหนดีกว่าอันใหน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อย่างเรื่องของ uncompressed นี่ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่น่าคิดเหมือนกันครับ (อ่านต่อข้างล่าง)
เพิ่มเติมจากข้างต้น
* Render Setting สำหรับเว็บออนไลน์
ตรงนี้เป็นค่าที่ผมใช้เวลาอัพงานขึ้นเว็บนะครับ

การเซตบิทเรทสูงๆไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมายนักเวลาอัพไฟล์ขึ้นเว็บนอกจากจะทำให้ไฟล์ใหญ่ขึ้นจนเกินความจำเป็น เพราะสุดท้ายเว็บจะ re-render ไฟล์ของเราใหม่อยู่ดี สำหรับการ streaming (ตามที่ผมเข้าใจ) VBR มาจากคำว่า Variable Bit-rate คือค่าบิทแรทจะอยู่ในช่วงที่เรากำหนด ในที่นี้คือ เราต้องการบิทเรทที่ 5 Mbps และให้มีค่าบิทเรทสุงสุดได้ที่ 8 Mbps ขึ้นอยู่กับสีในแต่ละเฟรม ส่วน CBR จะใช้ค่าคงที่เท่าเดิมตลอดไม่ว่าภาพ ณ เฟรมนั้นจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม ขนาดจะใหญ่กว่า (กล่าวได้ว่า ขนาดไฟล์ใหญ่ขึ้นโดยไม่เกิดประโยชน์)
** Uncompressed File Format
Uncompressed image คือไฟล์ที่ไม่ถูกบีบอัดใดๆ ทำให้คุณภาพของภาพไม่ลดลงไปจากต้นฉบับ ไฟล์ประเภทนี้ที่เราใช้กันบ่อยๆก็คือ PNG, TIFF, TARGA, PSD ไฟล์ข้างต้นนี้นอกจากจะไม่มีการบีบอัดแล้วยัง support alpha channel อีกด้วย ซึ่งต่างจาก JPG ซึ่งเป็นไฟล์ประเภท Lossy Compression คือถูกบีบอัดให้เล็กลงก่อนที่จะออกมาเป็นไฟล์ ทำให้การนำมาใช้งานซ้ำๆไฟล์จะด่อยคุณภาพลงไป นอกจากนี้ไฟล์จำพวก uncompressed ยังมีให้เห็นที่อื่นอีกเช่น ไฟล์เพลงอย่าง APE, WAVE, FLAC ถ้าต้องการเก็บเพลงจากแผ่น CD Master ก็มักจะใช้ Format นี้กันครับ ส่วน MP3, ACC จัดว่าเป็นพวก Lossy คุณภาพขึ้นอยู่กับ bitrate ซึ่งมีทั้ง CBR, VBR, ABR ตามที่กล่าวไปก่อนหน้านั้นแล้ว
*** Delivery Format
delivery format เข้าใจง่ายๆก็คือ format ที่เราใช้เมื่อต้องการนำไฟล์นั้นส่งต่อไปให้คนอื่นๆนั่นเองครับ เช่นสำหรับเว็บออนไลน์คุณ Andrew แนะนำว่าเป็น Sorensen 3 หรือ H.264 หรือถ้าจะไรทลง DVD ก็เป็น MPEG2 ครับ หมดแล้วครับ วันนี้ blog ยาวหน่อย หวังว่าจะเป็นประโยชน์กัน อย่างน้อยๆผมเองก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน เจออะไรดีดีก็อยากเอามาแบ่งปันให้อ่านกันครับ :)
บทความ Which Render Settings? จากเว็บ videocopilot.net









ขอบคุณครับได้ความรู้เยอะเลยครับ
ขอบคุณที่แวะเข้ามาชมครับ :)
เออว่ะ เพิ่งเหนอันนี้ ขอบคุณมากไอ้เสือร้าย
ขอถามได้ไหมคับ เรื่องการตั้งsizeไฟล์ ปกติจะใช้ PAL DV ครับ ถ้าอยากให้ชัดเป็นHD เกี่ยวกับการตั้งขนาดไฟล์ตอนแรกไหมคับ แบบตั้งให้ใหญ่ๆ ไว้เกี่ยวรึเปล่า(แล้วตั้งไซด์อะไรคับ) หรืออยู่ที่ตอนเรนเดอร์ให้เป็น animation ก็เป็นHD แล้วอะคับ
อีกเรื่องคับนอกจากPALแล้วเคยเห็นไซด์ที่เป็ยยาวๆ เหมือน widescreen อันนั้นไซด์มาตรฐานเค้าใช้กันเซ๊ตค่าเป็นอะไรกันคับ
ขอโทษที่ถามเยอะนะครับ ขอบคุณคับ
ถ้าจะทำ HD ต้องตั้งตั้งแต่ตอนแรกเลยครับ ไม่งั้นทำขนาดเล็กเอาไปขยายคุณภาพก็เสียครับ ทำ size ใหญ่ไว้ มันยืดหยุ่นกว่า จะ crop หรือจะย่อทีหลังได้ แต่มีข้อเสียคือกินแรงเครื่องมากกว่า และถ้าภาพหรือวีดีโอที่นำมาใช้มีความละเอียดต่ำ คุณภาพมันก็ไม่ดีอยู่ดี
ขนาดหลักๆที่นิยมกันก็มีสองอย่างครับ 1080p หรือ Full Def
( 1920*1080 aspect ratio = square pixel )
หรือถ้ามันใหญ่เกินความจำเป็นไป ก็ทำที่ 720p ครับ
(1280*720 aspect ratio = square pixel)
ส่วนตอนเรนเดร์นั่น มันเป็น codec และ compression นะครับ ไม่เกี่ยวกับ HD
ส่วนเรื่อง wide ใน preset ของ after มันก็มีให้เลือกนะครับ มีสองตัวคือ
pal dv widescreen 720*576 aspect ratio = 1.46
กับ
pal dv widescreen 1050*576 square pixel aspect ratio = square pixel
เวลาจะใช้ส่วนใหญ่ผมจะใช้แต่พวกทีเป็น square pixel นะครับ คือตัวล่าง เพราะผมเน้นเปิดบนคอมเป็นหลัก ไม่ได้เอาไปเปิดในทีวี
มีอะไรถามเข้ามาเพิ่มได้ครับ ยินดี :)
ขอบคุณมากๆครับ :)