Permalink to You?re Not That Talented นายไม่ได้เก่งอะไรเล้ย!

You?re Not That Talented นายไม่ได้เก่งอะไรเล้ย!

เพื่อนผมบางคนอาจจะเคยชมผมว่าเก่งบ้าง หรือยังไงบ้างผมไม่ได้พูดยอยกตัวเอง แต่มันเป็นความจริงที่เพื่อนบางคนพูดถึงผมแบบนั้น และทุกครั้งผมมักจะรู้สึกมีท่าทีปฏิเสธต่อคำพูดเหล่านั้นเสมอๆ เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า “ผมเองไม่ได้เก่งอะไรเลย” และเพราะผมมีบทเรียนมาแล้วจาก “That Day We’re Lost” และจากประสบการณ์อื่นๆอีกมากมาย ยังมีคนที่สนใจกว่าเราอีกมากมาย ยังมีคนที่เก่งกว่าเราอีกมากมาย ผมถึงได้ไม่ยอมรับคำๆนั้นไงหละ ยังมีคนที่ผมนับถืออีกเยอะแยะเต็มไปหมด หลายๆคนที่ผมให้ความนับถือพวกเค้าเหล่านั้นควรจะได้รับคำชมนี้มากกว่า การที่จะพูดคำว่าเก่งแล้วบางครั้งมันเหมือนะจะทำให้เราหยุดพัฒนาตัวเอง ผมยังจะคงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ นี่ยังไม่ถึงครึ่งทางของความฝันของผมเลย ยังต้องพัฒนาไปอีกมาก วันใดที่ผมอยู่ในจุดที่เรียกว่าอิ่มตัวหรือคิดว่าตัวเองรู้มากและรู้พอแล้ว คงเป็นวันที่ผมยินดีกับคำนั้นด้วยความดีใจและภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองเสียเวลาค้นคว้าหาความรู้ต่างๆให้กับตัวเอง แต่วันนั้นยังคงอยู่อีกไกล และอีกนานกว่าจะมาถึงอาจจะไม่มีทางมาถึงเลยก็ได้ เพราะผมเป็นคนชอบหาความรู้อยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ในทางปฏิบัติผมอาจจะไม่เคยลอง ไม่เคยทำแต่อย่างน้อยหลายๆครั้งก็ขอให้ได้รู้ในทางทฤษฎีเอาไว้ก่อน

กลับมานี้โพสนี้ ผมขึ้นต้นด้วย “You’re not that talented” ผมแปลเป็นไทยว่า “นายมันไม่ได้เก่งอะไรเล้ย…” เป็นบทความของคุณ Aharon Rabinowitz ปกติเคยอ่านแต่ twitter ของเค้าบ้าง ดู tutorial ของเค้าบ้าง มาวันนี้เค้าเขียนบทความชิ้นนึงตามชื่อของโพสนี้คือ “You?re Not That Talented, and Other Advice” ส่วนตัวผมรู้สึกว่า เป็นบทความที่ดีมากและอยากให้เพื่อนๆได้อ่านกันด้วยครับ แต่ผมคงขอแปลแบบคร่าวๆนะ… อาจจะมีถูกบ้างผิดบ้าง แหงหละผมเรียนศิลปะและการออกแบบ ขออ้างหน่อยก็แล้วกันไป…

ในบทความนี้ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ

  • การพัฒนาตนเอง
  • การสร้างภาพคงามเป็นมืออาชีพ
  • การหางานและเงิน
  • ความสุขกับชีวิตและการทำงาน

เริ่มต้นที่

การพัฒนาตนเอง

1. นายไม่ได้เก่งอะไรเลย

ผมไม่ได้อยากจะทำร้ายจิตใจคุณหรอกนะ ผมไม่รู้จักคุณและไม่เคยเห็นงานของคุณด้วย แต่ผมสัญญาได้เลยว่าต้องมีคนที่มีความเป็นศิลปินมากกว่าคุณ ข่าวดีก็คือใครก็ตามที่คิดว่างานของตัวเองจะมั่นคงโดยอาศัยเพียงแค่ความเป็นศิลปินหรือพรสวรรค์ของตัวเองละก็ คุณกำลังล้อเล่นกับตัวเองอยู่นะ มันยังมีอะไรมากกว่านั้นและเราจะพูดถึงในข้อต่อๆไป แต่ก่อนอื่นคุณควรจะคิดไว้เสมอว่า ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหนก็ตาม มันยังจะมีคนที่เก่งกว่าคุณอยู่เสมอ คุณจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

2. ถามตัวเองว่าคุณอยากจะทำอะไร

ผมไม่เคยพบใครที่ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการที่จะทำอะไร การรู้ถึงสิ่งที่คุณอยากจะทำจะสร้างความกระตือรือร้นและจะนำไปสู้ความสำเร็จได้ ถ้าคุณตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วตอบคำถามง่ายๆนี้ไม่ได้ว่า “ฉันต้องการจะทำอะไร” ก็อย่าได้คิดว่าจะได้ไปไหนไกล ใครๆก็อยากจะทำงานกับคนที่มีความกระตือรือร้นต่อสิ่งที่เค้าทำอยู่ และการที่คุณไม่รู้ว่าคุณอยากจะทำอะไร นั่นหมายความว่าคุณไม่สามารถทุ่มเทกับสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ได้อย่างเต็มที่

ขอยกตัวอย่างละกัน ถ้าคุณตอบคำถามนี้อย่างเช่น “…ผมอนิเมตได้ ผมตัดต่อได้ หรือผมทำวิชวลเอฟเฟคได้” นี่ไม่ใช่คำตอบที่ดีนะ คำถามไม่ใช่ว่า “คุณทำอะไรได้” แต่เป็น “คุณอยากจะทำอะไร”

3. สำรวจความสามารถของคุณเองและใช้มันไปสู่ความสำเร็จ

ในทางตรงกันข้ามการที่คุณมีความกระตือรือร้นกับบางอย่าง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำได้ดีในเรื่องนั้น คุณต้องรู้ถึงขีดจำกัดของตัวคุณและใช้มัน มีบางอย่างที่คุณสามารถเรียนรู้ได้อย่างเช่นซอฟแวร์ ทฤษฎีสีและอื่นๆที่คุณอาจจะไม่สามารถ เช่นการสร้างการเคลื่อนไหวที่เสมือนจริง

ผมรู้จักคนที่มีพรสวรรค์สูงมากๆอยู่คนนึง เค้าเป็นศิลปินงานมือที่เก่งมาก อย่างไรก็ตามเค้าอยากจะเป็น 3D อนิเมเตอร์ และก็อยากจะเป็นเสมอ ในเวลา 15 ปีที่ผมรู้จักเค้า เค้าใช้เวลาเป็นปีๆเรียนรู้ 3D อนิเมชั่นด้วยความที่เค้ามีความกระตือรือร้นนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม งาน 3D ของเค้าก็อยู่ในระดับโอเคไม่ได้มีอะไรพิเศษ ผลลัพท์คือเค้าไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร ผมรู้ว่าถ้าเค้าทำพอร์ทโฟลิโอรวมงานสตอรี่บอร์ด ส่งให้กับบริษัทที่เค้าอยากจะทำงานด้วย เค้าก็น่าจะมีโชคมาก ได้ทำงานกับคนที่มีความสามารถ หรือแม้แต่ได้กำหนดทิศทางการอนิเมตในโปรเจค

ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วคำแนะนำที่ #2 ละที่ว่า ถามตัวเองว่าคุณอยากจะทำอะไร นั่นจะไม่ใช่คุณไม่ได้ทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำหรอ?

เป็นคำถามที่ดี แต่ผมขอถามคุณว่า – คุณเคยคิดถึงสิ่งที่คุณอยากจะทำหรือเปล่า? หรือคุณคิดที่จะทำสิ่งนั้นเพราะนั่นคือทั้งหมดที่คุณรู้ ณ เวลานั้นหรือเปล่า แล้วเป้าหมายสุงสุดของคุณคือการเป็นอนิเมเตอร์ หรือเป็นผู้กำกับอนิเมชั่น หรือเป็นนักตัดต่อ หรือจะเปิดบริษัทสร้างมิวสิควีดีโอหรือเปล่า

โดยส่วนตัว ผมไม่ได้มีพรสวรรค์ทางศิลปะอย่างที่ผมต้องการ แต่ผมได้แนะนำคนอื่นๆซึ่งมีพรสวรรค์สูงๆ ผลคือผมได้มีส่วนร่วมในการสร้างงานเจ๋งๆ – และนั่นก็ทำให้ผมมีความสุขเหมือนกับผมได้ทำเอง มีเส้นทางมากกว่าหนึ่งทางที่จะไปสู่เป้าหมายของคุณ ซึ่งคุณจะยังคงมีความกระตือรือร้นอยู่บนเส้นทางนั้นได้

4. คนขี้อายมักจะไม่ได้อะไร – และนั่นก็สมควรแล้ว

นี่อาจจะเป็นคำแนะนำที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้ และบางทีอาจจะไม่จริงที่ว่าคนขี้อายสมควรจะไม่ได้รับอะไรเลย แต่มันเป็นเรื่องจริงที่ว่าพวกเค้าจะไม่ได้อะไรเลย เราไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่คนที่มีนิสัยขี้อายจะมีค่าสักเท่าไร ในความเป็นจริงแล้วผมไม่คิดว่าจะมีอุตสาหกรรมไหนที่ความอายจะเป็นเรื่องที่ดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ไม่ใช่พวกขี้อาย

จงเต็มใจที่จะพาตัวคุณออกไปและจงพร้อมรับสำหรับคำปฏิเสธ

เมื่อคุณถามคนที่ไม่ค่อยจะรู้จักคุณสักเท่าไรและพวกเค้าวิพากย์คุณ มันมักจะไม่มีความหมายอะไรในภาพรวม ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ มันก็แค่คุณไม่ใช่คนที่พวกเค้าต้องการ อย่างน้อยก็ในแวบแรก นั่นไม่ใช่ภาพสะท้อนตัวคุณทั้งหมด จงหนักแน่นไว้

เมื่อคุณโชว์งานของคุณ คิดเสียว่ามันเป็นศัตรู (ความอาย) นั่นเป็นความเป็นตัวคุณ คุณเปิดเผยจิตวิญญาณและความเป็นศิลปินของคุณ การถูกปฏิเสธมักจะเป็นสิ่งที่เจ็บปวด (เชื่อผม ผมรู้) และการกลัวความเจ็บปวดก็จะกลายมาเป็นความอายนั่นเอง – ซึ่งนั่นจะทำให้คุณไม่ทำอะไรเลยสักอย่างที่จะพัฒนาตัวคุณเองและการงานของคุณ

ขอยกตัวอย่างคำพูดของ Dread Pirate Roberts: “จงชินกับความผิดหวัง” มันเจ็บปวดก็จริง แต่มันจะกลายมาเป็นประสบการณ์ในเชิงบวก ถ้างานของคุณถูกปฏิเสธ ถามเค้าว่าทำไม ต้องปรับปรุงตรงไหนหรอ? นี่คือโอกาสที่วิเศษมากที่คุณจะได้พัฒนาตัวเอง และบางที นี่อาจจะเป็นการเปิดหน้าต่างไปสู่โอกาสในครั้งต่อไปก็ได้ พวกเค้าอาจจะพูดว่า “ถ้ามีอะไรให้ดู ก็ให้ส่งมา” ถึงตอนนี้ คุณก็มีคอนแทคกับบริษัทนั้นๆแล้ว เมื่อใดก็ตามที่คุณกล้าก็เมื่อนั้นแหละ

แต่ถ้าคุณรับคำปฏิเสธไม่ได้ ให้หาอาชีพอื่นทำซะ อาชีพนี้ไม่เหมาะสำหรับคุณ

5. ทำให้เหมือนกับคนที่คุณอยากจะเป็น ไม่ใช่คนที่เป็นคุณอยู่ทุกวันนี้

เหมือนกับเรื่องความอาย ผมไม่ได้บอกว่าคุณควรจะเป็นในสิ่งที่คุณไม่ใช่ แต่ผมกำลังบอกว่าคุณควรจะทำตัวเหมือนกับคนที่คุณอยากจะเป็นสักวันหนึ่ง ทำตัวให้มีความเป็นมืออาชีพ พูดถึงงานของคุณเหมือนว่ามันสำคัญสำหรับคุณ อย่าพูดว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้มันเสียเวลาเปล่า ในที่สุดแล้วคุณจะได้ทำในสิ่งที่สำคัญ

ในความเป็นจริง สิ่งที่คุณทำในตอนนี้มันสำคัญสำหรับภายหลัง คุณจำเป็นที่จะต้องตระหนักว่าแม้ว่าตอนนี้คุณไม่ได้เป็นในสิ่งที่คุณต้องการ แต่สิ่งที่คุณทำในตอนนี้กำลังจะสร้างสิ่งนั้นอยู่ ถ้าคุณระลึกไว้ในใจ เวลาที่คุณคุยกับลูกค้าหรือคอนแทคที่คุณทำ พวกเค้าจะเห็นว่าคุณมีความเชื่อมั่นในตนเอง มั่นใจและมีความกระตือรือร้น

ระลึกไว้เสมอว่าในใจคุณจำเป็นจะต้องสวมสูทผูกไท แม้ว่าข้างนอกคุณจะใส่เสื้อเชิรตกางเกงยีนส์ก็ตาม

6. เรียนรู้เสมอ

ไม่ว่าคุณจะยุ่งสักแค่ไหนก็ตาม คุณควรที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าทำได้ยังไงแต่เพื่อนผม Jim Geduldic เค้ามีงานเต็มเวลาและก็เป็นพ่อคนด้วยแต่เค้าก็มีเวลากับพวก tutorial และ เทรนด์ล่าสุดของอุตสาหกรรมนี้ ถ้าผมสามารถเรียนรู้ได้สัก 1 ใน 4 ที่เค้าเรียนรู้ได้แต่ละวัน ผมน่าจะทำเงินได้มากกว่านี้ แต่นี่ผมก็ทำดีที่สุดแล้ว ผมอ่านและดูในสิ่งที่สำคัญและนั่นทำให้ผมทำงานได้ดีขึ้น และในท้ายที่สุดจริงๆ ผมพยายามที่จะไม่ผ่านเวลาไปวันๆโดยที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว

ความรู้ใหม่ๆนั้นบางครั้งเมื่อจำเป็นที่จะต้องใช้ มันเป็นดั่งพรของพระเจ้าที่มอบให้เลยทีเดียว

สร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ

7.? เข้าฝึกงาน

คำแนะนำนี้สำหรับใครก็ตามที่ต้องการเข้ามาทำงานในอาชีพที่พวกเค้าไม่ได้เป็นหรือไม่มีโชคที่จะเข้ามาทำ การจะได้งานในอุตสาหกรรมของเรา คุณกำลังแข่งขันกับคนอื่นๆที่มีประสบการณ์อยู่ ต้องขอขอบคุณเว็บไซต์อย่าง creativecow.net, videocopilot.net และเว็บอื่นๆอีกมากมาย กระทั่งวัยรุ่นเองก็ได้เรียนรู้เครื่องมือที่ครั้งหนึ่งมีแต่โปรเท่านั้นที่รู้ นั่นก็เป็นคนจำนวนมากเลยที่คุณจะต้องแข่งขันด้วย

สิ่งที่ทำให้ใครสักคนโดดเด่นขึ้นมา (เพิ่มเติมจาก reel ที่ดีซึ่งจะพูดในภายหลัง) คือประสบการณ์ ทำงานที่สตูดิโอ เพื่อเงินเล็กน้อยหรือไม่ได้เลยอาจจะทำให้คุณไม่แฮปปี้ แต่ในท้ายที่สุดมันมีความเป็นไปได้ที่คุณจะได้รับเงินอย่างจริงๆจัง และผู้ฝึกงานจำนวนมากจะได้รับการจ้างจากบริษัทที่พวกเค้าฝึกด้วย ถ้าพวกเค้าใช้เวลานั้นอย่างฉลาด – สร้างคอนเนคชั่น โชว์ความเป็นมืออาชีพ สร้างสรรค์และอื่นๆ

การจะเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้หลังจากเรียนจบ ผมทำงานที่ Sesame Workshop หนึ่งปีในฐานะผู้ฝึกงาน โดยที่ไม่ได้เงินเลย มันแย่นะ แต่ก็ไม่มีคำถามในหัวผมเลยว่าที่ผมทำนะมันเป็นสิ่งที่ใช่แล้วหรือเปล่า ผมไม่ชอบงานหลายๆอย่างที่ทำตอนฝึกงาน แต่ผมได้ใช้เวลานั้นคุยกับโปรดิวเซอร์ คนเขียนบท ผู้กำกับ หรือแม้แต่ผู้ช่วยผู้บริหาร (คนที่รู้ทุกอย่างในบริษัท) ในตอนนั้น ผมได้เรียนรู้หลายๆอย่างในธุรกิจโปรดักชั่น ไม่เว้นแม้แต่เทคนิคการวางหรือการเก็บสายเคเบิลซึ่งผมได้ใช้มาจนถึงทุกวันนี้

เหนือสิ่งอื่นใด ผมสามารถใส่ Sesame Street ลงไปใน resume ได้ และใช่ ในท้ายที่สุดผมได้รับการว่าจ้างให้ทำงานที่นั่น

8. อย่าบอกว่าตัวเองเป็นพวก Jack-of-all-Trades ( ทำได้หลายๆอย่างแต่ไม่เก่งจริงๆสักอย่าง )

คนส่วนมากลืมไปว่าอีกครึ่งนึงของวลี “Jack-of-all-Trades” นี้ก็คือ “Master of none” (ไม่เก่งอะไรเลยสักอย่าง) นอกเสียจากว่าบริษัทนั้นๆกำลังหาคนที่เก่งโดยทั่วๆไป คุณควรจะเลี่ยงที่จะพูดว่าคุณมีพรสวรรค์หลายๆอย่างเท่าๆกันหมด น้อยคนนักที่จะมีพรสวรรค์จริงๆแม้แต่ในอย่างเดียว ไม่ต้องพูดถึง 4 หรือ 5 อย่างเลย ข้อความที่คุณโฆษนาตัวเองว่าเป็น Jack-of-all-Trades ความหมายก็คือคุณไม่ได้เยี่ยมเลยสักอย่างเดียว

เมื่อมีคนส่งจดหมาย (สมัครงาน) ให้ผมโดยที่มีข้อความแบบนั้น (Jack-of-all-Trades) ผมโยนทิ้งมันไปเลย ถ้าผมไม่ใช่พวกที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ผมก็คงปริ้นเมล์นั้นออกมาแล้วโยนมันทิ้งไปเช่นกัน

ที่ผมต้องการจะสื่อจริงๆก็คือ คุณควรที่นำตัวเองไปสู่หน้าที่ๆคุณต้องการ ให้พวกเค้ารู้ว่าคุณมีความสามารถในด้านนั้นและมีความกระตือรือร้นในสิ่งนั้น ถ้าคุณได้ทำ โอกาสจะมาหาคุณให้คุณได้ใช้ความสามารถพวกนั้นเอง

9. ทำให้ reel ของคุณเป็นต้นฉบับและสดใหม่

จากที่ผมได้พูดถึงไปแล้วในข้อ 7 มีเว็บจำนวนมากที่สอนแบบฟรีๆ ผมขอแนะนำว่า อย่าใช้โปรเจคไฟล์พวกนั้นใน reel ของคุณ ผมไม่ได้บอกว่าคุณไม่ควรจะใช้เทคนิคของพวกเค้าในการสร้าง reel – แต่ผมบอกว่าอย่าใช้โปรเจคไฟล์พวกนั้นในงานของคุณ ถ้าคุณทำงานอยู่และลุกค้าต้องการ – แน่นอนละใช้มันเพื่อสร้างเงิน ตราบเท่าที่ลูกค้าของคุณยังแฮปปี้ แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้รับการว่าจ้างถ้าคุณเอาโปรเจคไฟล์พวกนั้นมาใส่ใน reel เพื่อแสดงความสามารถของคุณ คนที่ว่าจ้างจดจำงานของคนอื่นๆได้ อาจจะมีสัก 100 คนส่งงานแบบเดียวกันให้เค้า และบางทีพวกเค้าอาจจะดู tutorial เองมาแล้วด้วยซ้ำไป

แล้วจะสร้าง reel ที่เป็นต้นฉบับได้อย่างไรละถ้าคุณไม่ได้ทำงานหรือไม่ได้สร้างงานคอนเซปอะไรให้กับลุกค้า

ทางที่ดีมากทางหนึ่งก็คือเข้าร่วมโปรเจค 5 วินาทีที่ greyscalegorilla.com เว็บไซต์ของ Nick Campbell ทุกๆไม่กี่อาทิตย์จะมีการแข่งขันซึ่งเค้าจะมีคอนเซปหรือมีวลีให้คนสร้างงานอนิเมต 5 วินาที ผมสนับสนุนความคิดของ Nick ที่ว่าความสั้นของมันทำให้เกิดความท้าทายที่จะสร้างงานใหม่ๆ และมันก็เป็นทางที่ยอดเยี่ยมที่จะเอามาใส่ใน reel ของคุณ ให้โอกาสคุณได้เรียนและได้สร้างสิ่งใหม่ๆ

10. หาใครสักคนที่คุณไว้ใจ

ในฐานะศิลปิน เราติดกับงานของเรามาก โดยธรรมชาติเรารักในสิ่งที่เราทำ และมักจะรักในสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา น่าเสียดายที่ว่านั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะดีเสมอไป ด้วยเหตุผลนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะมีใครสักคนที่คุณเชื่อใจและเป็นคนที่คุณจะให้อภัยเค้า ถ้าเกิดเค้าบอกว่างานที่คุณทุ่มเทเวลาทั้งอาทิตย์ทำนั่นนะมันห่วยแตกสิ้นดี

สำหรับผม คนๆนั้นก็คือภรรยาของผมนั่นเอง เธอไม่ได้เป็นอนิเมเตอร์ แต่เธอก็เข้าใจสิ่งที่ผมทำและมีสายตาของ artist อันที่จริงแล้วเธอมีพรสวรรค์ทางศิลปะมากกว่าผมเสียอีก แต่เป็นอีกด้านหนึ่ง ผมให้เธอดูงานแทบจะทุกงานที่ผมทำ เพื่อที่จะฟังความคิดเห็นของเธอซึ่งถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะเป็นเรื่องที่โหดร้าย แต่นั่นก็พัฒนางานของผมได้อย่างมากเลยแหละ

ตรงนี้ขอบอกว่า บางทีผมก็รู้สึกต่อต้านหรือแม้กระทั่งโกรธคำติเตียนของเธอนะ แต่พอกลับมาคิดสักชั่วโมง สักวัน หรือสักอาทิตย์ ผมก็มักจะเห็นว่าที่เธอพูดนั่นนะมันก็ถูกต้อง ผมเป็นฝ่ายผิดเอง

เอาเป็นว่า การที่จะทำให้งานคุณดีขึ้น ลองหาใครสักคนที่คุณไว้วางใจ ใครที่จะไม่ชมงานของคุณจนเว่อนอกเสียจากว่ามันดีจริงๆ คุณก็น่าจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องเกินจริง ถ้าหากเค้าบอกว่างานของคุณมันเพอร์เฟ็ค

11. แบ่งปันข้อมูล

ผมผ่านผู้คนมากมายที่คิดว่า ถ้าพวกเค้าแชร์เทคนิคที่ใช้ในการสร้างสิ่งที่เจ๋งๆให้กับคนอื่น พวกเค้าจะเสียความได้เปรียบไป

พวกนั่นนะปัญญาอ่อน หรือไม่พวกเค้าอาจจะถูกก็ได้

ถ้าทริคนั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เค้ามีละก็ ใช่ พวกเค้าเสียข้อได้เปรียบไป แต่มันก็จะเกิดขึ้นไม่เร็วก็ช้า เมื่อใดก็ตามที่มีคนเข้าใจและแบ่งปันให้กับคนอื่นๆในโลกใบนี้

คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้สตูดิโอใหญ่ๆทำ break down เอฟเฟคเจ๋งๆให้เว็บอย่าง Studio Daily หรอ? พวกเค้าไม่กลัวสตูดิโออื่นใช้เทคนิคของพวกเค้าหรอ แน่นอนไม่เลย! การโชว์ให้คนอื่นรู้ว่าพวกเค้าสร้างมันได้ยังไง เป็นการบอกว่าคุณรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ มันจะเป็นเครดิตให้กับคุณและทำให้คนอื่นอยากจะทำงานกับคุณ เท่าที่ผมรู้มาจากการที่ได้รู้จักคนที่แบ่งปันความลับมาเป็นปีๆ เค้าบอกว่าใครๆก็อยากจะทำงานกับคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ reel ที่ดีเป็นเรื่องดีเยี่ยม แต่ถ้ามีทั้ง reel ทั้งเครดิต ทั้งชื่อละก็มันจะเป็นอะไรที่มากกว่านั้น

ลองทำ tutorial ดูถ้าคุณทำได้หรือไม่ก็ blog สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ (ถ้านั่นไม่ใช่ความลับ) Motionworks กับ Tiny Inventions blog เป็นส่วนหนึ่งในตัวอย่างที่ดี

การหางานและเงิน

12. สร้างโอกาสให้กับตัวเอง

ถ้าคุณไม่หางานทำ มันเป็นเรื่องยากที่จะพัฒนาไปข้างหน้า อย่าทิ้งเวลาของคุณนั่งดูทีวีทิ้งเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ไม่มีใครอยู่เฉยๆหรอก ถ้าเค้าไม่หามันก็สร้างมันขึ้นมาเอง แม้ว่าอะไรๆจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่คุณต้องทำมากกว่านั้น และคุณจำเป็นที่จะต้องลงมือทำ แม้ว่าจะยังไร้หนทางอยู่ก็ตาม

ผมได้ทำงานกับ Red Giant Software (ในฐานะผู้อำนวยการตลาด) เนื่องเพราะผมเห็นสิ่งที่ขาดไปในบริษัท (มีติวเตอร์น้อยมาก และไม่ค่อยมีการสื่อสารหรือคอมมูนิตี้สักเท่าใดนัก) และผมได้โน้มน้าวให้พวกเค้าให้ผมทำ ในตอนนั้นพวกเค้าไม่ได้สนที่จะจ้างใคร (อันที่จริงแล้วตอนแรกเค้าก็ปฏิเสธเช่นกัน จนกระทั่งผมเขียนข้อเสนอที่ดีไปให้พวกเค้า ) แต่ผมก็ทำดีที่สุดด้วยการระบุถึงความจำเป็นของบริษัท บริษัทที่ผมอยากจะทำงานด้วยจริงๆ

ที่ผมกำลังจะบอกคุณก็คือ มองหาความจำเป็น ลูกค้าบางรายมีความจำเป็นบางอย่างที่พวกเค้าอาจจะยังไม่รู้ คุยกับเค้าถึงงานที่พวกเค้าทำ ดูว่ามันขาดอะไร แล้วลองเติมเต็มสิ่งนั้นเข้าไป

และในท้ายที่สุด ลองนัดพบกับใครสักคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่คุณสนใจ ฟังดูว่าพวกเค้ากำลังทำอะไรกันอยู่ ส่วนใหญ่พวกเค้าไม่ค่อยมีเวลาหรอก แต่ใครจะไปรู้บางคนเค้าอาจจะว่างก็ได้

13. เรียนรู้เครือข่าย วินาทีต่อวินาที

อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่เยี่ยมมากที่จะสร้างความรู้จักกันทางด้านธุรกิจแบบผิวเผินจำนวนมาก แต่ในท้ายที่สุดก็มักจะไม่มีผลอะไรตามมา การพบใครแบบตัวจริงๆจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบก้าวกระโดดมากกว่า ถ้าคุณอยากจะทำความรู้จักคนในอุตสาหกรรมของคุณจริงๆละก็ พยายามไปอยู่ในที่ๆเดียวกับพวกเค้า มีหลายทางมากที่จะเป็นแบบนั้น เช่น กับกลุ่มผู้ใช้ในระดับท้องถิ่น

ผมเปิด After Effects New York กับเพื่อนอีกสองคนคือ Jim Geduldick และ Dennis Radeke. ทุกๆเดือนเราจะมีมีตติ่งกลุ่มผู้ใช้ After Effect กันกว่า 100-300 คน เพื่อที่จะมาชมและร่วมในการนำเสนอถึงสิ่งที่พวกเรากำลังทำ ด้วยเวลาทั้งหมดกว่า 2 ชั่วโมง คุณจะมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับคนที่ทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ และบางครั้งก็ยังมีคนที่สนใจจะมาหาคนไปทำงานด้วยอีกเช่นกัน

สิ่งที่ได้รับจากการได้พบกับผู้คนแบบจริงๆก็คือ คนเราชอบที่จะรู้จักกันแบบจริงๆมากกว่า และถ้าคุณทำได้ถูกพวกเค้าจะมีความรู้สึกที่ดี การได้รู้จักตัวจริงบวกกับความรู้สึกที่ดีย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน

Andrew Kramer, Jim Geduldick และ Aharon Rabinowitz ในมีตติ่ง AE NY เมื่อเดือนมีนาคม

Photograph from AENY_NYC’s photostream

14. มันไม่ใช่แค่งานไม่กี่ชั่วโมง

ไม่นานมานี้ Stu Maschwitz ทวีตบทความ ?Simon?s Pie Charts? จาก 27bslash6.com มันเป็นบทความเกี่ยวกับชายคนนึงที่ต้องการดีไซเนอร์ที่ชื่อว่า David Thorne มาทำงานพิเศษให้แบบฟรีๆ มันไม่ใช่งานที่มากมายอะไรแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมพูดถึง เมื่อลูกค้าอารมณ์เสียแล้วพูดว่า “เอาเถอะ มันก็แค่งานไม่กี่ชั่วโมงเอง” David ตอบกลับว่า “อันที่จริงแล้วคุณให้ผมออกแบบ logotype ซึ่งใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงกับประสบการณ์อีก 15 ปี”

นี่เป็นประโยคที่สำคัญประโยคหนึ่งเลยเท่าที่คุณเคยได้ยินมา มันไม่ใช่แค่งานไม่กี่ชั่วโมง แต่มันรวมไปถึงเวลาตลอดทั้งปีที่คุณเรียนที่โรงเรียน หรือฝึกหรือค้นคว้าหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้คุณทำงานได้ดีขึ้น

เวลาของคุณมีค่าแล้วถ้าคุณใช้มันไม่ดีละก็ คุณก็จะไมได้รับรายได้ที่ดีจากงานของคุณ ถ้าคุณยังไม่ให้คุณค่ากับเวลาของคุณ แล้วลูกค้าของคุณละเค้าจะใส่ใจกับเวลาของคุณหรอ?

อีกด้านนึงก็คือ ผมไม่เคยเจอใครที่ได้ทำงาน spec work แล้วในท้ายที่สุดได้รับเงินแบบเต็มโปรเจคนะ ฉะนั้นก็ควรเลี่ยงเร็วๆด้วย

เวลาของคุณมีค่า จงเปลี่ยนตัวเองเพื่อมัน

15. ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรอก จงข้ามมันไปและเดินต่อ

ไม่มีใครอยากจะโชว์งานแย่ๆหรอก แต่มันเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ในเวลาที่จำกัด

เรามาพูดถึงเรื่องเวลากันอีกครั้ง ในโรงเรียน (มหาวิทยาลัย) คุณมีเวลามากมายที่จะทำโปรเจคเช่นธีสิสส่ง หรือไม่อาจจะเป็นงานส่วนตัวของคุณซึ่งไม่มีเดดไลน์ คุณสามารถใช้เวลาเป็นเดือนๆแก้จุดเล็กๆน้อยๆในงานของคุณ เมื่อคุณไม่ได้ทำงานให้กับลูกค้า คุณมีเวลามากเท่าที่โลกใบนี้มีให้กับคุณ

แต่ในโลกของความเป็นจริงมันไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก โปรเจคโมชั่นกราฟฟิคส่วนใหญ่มีเวลาทำเพียงแค่ไม่กี่วัน นั่นหมายความว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะเพอร์เฟ็ค บางทีคุณอาจจะทำได้สัก 80% แล้วอาจจะปรับปรุงเป็น 90% แต่คุณก็จะไม่ได้ 100% หรอก

ผมเคยดูงาน animation ความยาว 7 นาทีอยู่ชิ้นนึง 5 นาทีแรกนั้นยอดเยี่ยมมาก แต่ใน 2 นาทีสุดท้ายนั้นมันกลับน่าเจ็บปวด ศิลปินใช้เวลาเกือบทั้งหมดของเค้าบรรจงกับ 5 นาทีแรกและใน 2 นาทีสุดท้ายก็ต้องเร่งมือทำ เค้าคุมเวลาไม่ได้ เพียงเพราะเค้าไม่ยอมปล่อยผ่านงานของเค้าจนกว่ามันจะเพอร์เฟ็ค

มันมีเหตุผลที่เค้าใช้คำว่า “Straving artists” หรือ “ศิลปินใส้แห้ง” พวกเค้าไม่สามารถนำพรสวรรค์ของเค้ามาแปลงให้เป็นเงินได้ ถ้าคุณอยากได้เงิน จำไว้ว่าอย่าไปยึดติดกับงานคุณให้มากนัก ผมไม่ได้บอกให้คุณทำงานห่วยๆ แต่ผมกำลังบอกให้คุณทำให้ดีที่สุดเท่าที่คุณมีเวลา

16. อย่าทำงานเล็กเพื่อเงินน้อย

ครั้งนึงมีลูกค้าถามถึงเรตค่าจ้างของผม และเมื่อพวกเค้าได้ยิน พวกเค้าถามผมว่า “คุณทำมันในราคาถูกกว่านี้ได้ไหม ไม่ต้องสวยแบบที่คุณเคยทำอยู่ปกติ” ผมก็เลยให้พวกเค้ามองหาคนอื่น คนที่สามารถทำตามไอเดียพวกเค้าได้ตามงบที่ควรเป็น

ถ้าคุณเชื่อในสิ่งที่คุณทำละก็ ปล่อยผ่านงานที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ตามงบนั่น make sense ทำงานแย่ๆสำหรับเงินน้อยๆดูเหมือนว่าจะ make sense ในตอนนั้น แต่ในระยะยาว มันจะมีผลเสียต่อชื่อเสียงและความสามารถที่จะได้รับงานที่ดีขึ้น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ไม่สมเหตุสมผล สื่อให้พวกเค้ารู้ว่าคุณเป็นมืออาชีพ

นอกจากนี้ ตอนที่เค้าบอกคุณว่าคุณสามารถทำงานเล็กเพื่อเงินน้อยนี้ได้ จริงๆแล้วพวกเค้าคาดหวังให้คุณทำ full work เชื่อผมเถอะ – พวกเค้าเพียงแค่ต้องการที่จะจ่ายคุณน้อยๆแต่คาดหวังกับคุณมาก เค้าจ้างคุณเพราะว่าเค้าชอบ reel ของคุณ พวกเค้าต้องการและคาดหวังสิ่งที่พวกเค้าเห็นใน reel ของคุณ ไม่ใช่เพราะว่ามีงบเท่าไร คุณอยากจะทำงานกับคนที่มีความคาดหวังแบบไร้เหตุผลแบบนี้หรอ?

17. อย่ารับค่าจ้างเริ่มต้นต่ำๆ

ทริคนึงที่ลูกค้ามักจะใช้กับคุณเพื่อที่จะได้จ่ายคุณน้อยลงก็คือ ค่าจ้างเริ่มต้น อีกความหมายนึงก็คือให้ทำงานนี้แบบเงินน้อยๆ และถ้าเราชอบงานของคุณ เราจะให้คุณมากกว่านี้ในครั้งต่อไป

ครั้งต่อไปมันก็ไม่เกิดขึ้นหรอกครับ หรือไม่ครั้งต่อไปก็มักจะมีเรื่องของงบที่จำกัด ซึ่งคุณเองก็จะถูกคาดการเอาไว้แล้วว่าจะต้องคล้อยตาม

ถ้าคุณรับเงินขั้นต้นต่ำ เป็นที่คาดได้ว่ามันก็จะไม่เพิ่มไปกว่านั้น คุณพึ่งบอกลูกค้าของคุณไปว่า เวลาของคุณนั้นไม่มีค่าเท่ากับพวกมืออาชีพจริงๆ และพวกเค้าก็จะไม่มองคุณเป็นอย่างอื่น นอกจากคนที่ยินดีลดราคาให้

เช่นเดียวกันกับงาน spec work ผมไม่รู้จักใครที่ได้รับเงินเริ่มต้นดี บางทีคุณอาจจะรู้จักใครที่ได้เงินมากขึ้นหลังจากนั้น นั่นเป็นข้อยกเว้นเพื่อเอาไว้พิสูจน์กฏที่ว่า ทุกคนพูดถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น 1 ในล้าน ไม่มีใครพูดถึงความล้มเหลว 999,999 ครั้งหรอก

18. มันก็ OK ที่จะรับเงินน้อยสำหรับโปรเจค – ตามข้อตกลงของคุณ

ทั้งหมดก็คือบางครั้งมัน OK ที่จะรับเงินน้อย ถ้าคุณอยากจะทำจริงๆและคุณกำลังมองไปถึงภาพรวม

ผมเคยได้รับข้อเสนอจากบริษัทอนิเมชั่นที่ทำโปรเจคให้กับรายการทีวีโชว์ในช่องหลัก ทีมนักอนิเมเตอร์มือ มีปัญหาซึ่ง After Effect เท่านั้นที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ปัญหาก็คือพวกเค้ามักจะมีเงินไม่พอสำหรับโปรเจค

ปกติแล้วผมจะปฏิเสธกับข้อเสนอแบบนั้น อย่างไรก็ตาม ผมอยากทำงานให้กับพวกเค้าจริงๆ และผมรู้ว่ามันจะเป็นเรื่องดีมากเลยสำหรับ reel ของผมและยังเป็นการเพิ่มเครดิตอีกด้วย ด้วยความเข้าใจกันที่ว่านั่นไม่ได้ใกล้เคียงกับเรตราคาของผมเลย เราจบโปรเจค ผมคิดว่าถึงแม้ว่าผมจะไม่ทำงานกับพวกเค้าอีก แต่อย่างน้อยผมก็มอีะไรเจ๋งๆมาใส่ใน reel

อันที่จริงแล้วผมทำงานกับพวกเค้าต่ออยู่หลายปี หลังจากนั้นในเรตปกติของผม เมื่อเค้ามีงบพอที่จะจ้างผม

19. ไม่ใช่ทุกงานที่คุณทำ จะเป็นงานที่ดีที่สุด

ในอีกด้านหนึ่งของการทำงานที่ดีกับเงินแย่ๆ ก็ยังมีการทำงานแย่ๆกับเงินดีดีอีกด้วย

ไม่ใช่ความผิดอะไรของคุณ ไม่ใช่ทั้งหมดของงานของคุณหรอกที่จะออกมาสวย ลูกค้ามักจะไม่มีความรู้ในเรื่องของศิลปะ แต่ก็มักจะคิดว่าพวกเค้ามี ในบางครั้ง คุณสามารถที่จะลองโน้มน้าวพวกเค้าด้วยวิสัยทัศน์ของคุณ แต่บางครั้งคุณเพียงแค่ให้ในสิ่งที่พวกเค้าต้องการ มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด คุณต้องยอมรับว่าบางสิ่งที่คุณทำนั้นจะไม่ได้อยู่ใน reel ของคุณ งานองค์กรณ์นั้นรายได้ดี แต่มันก็มักจะเป็นพวกกราฟหรือตารางหรืออะไรก็แล้วแต่

แล้วก็ไม่ต้องไปโต้เถียงอะไรกับเค้าถ้าคุณอยากจะได้เงิน แค่ทำตารางหรือกราฟที่ดีที่สุดแล้วก็จบมันซะ อย่าเป็นศิลปินใส้แห้งแบบที่ได้พูดไปแล้ว งานของคุณคือให้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่เพื่อที่จะสนองความครีเอทีพของคุณ บางครั้งคุณอาจจะได้ทำทั้งสองอย่าง แต่มันก็มักจะไม่เป็นแบบนั้น

มีความสุขกับชีวิตและงาน:

20. relax เพื่อนๆเราไม่ได้บำบัดมะเร็งกันนะ

ขออ้างอิงคำพูดของเพื่อนผม Andrew Kramer ตอนที่เค้ามาร่วม After Effects New York: “ถ้าเราใช้เวลากับ After Effect มากจนไป จนไม่มีเวลาพอสำหรับครอบครัวหรือคนอื่นๆ ในท้ายที่สุดคุณจะได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับ After Effect”

ก่อนจะสิ้นวัน จำไว้ว่านี่เป็นธุรกิจของวีดีโอและอนิเมชั่น คุณไม่ได้รักษาโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นแผนงานที่ใหญ่โตแค่ไหน ไม่มีอะไรสำคัญพอที่จะให้คุณเอาสุขภาพไปเสี่ยง หรือทำลายชีวิตครอบครัวของคุณ ถ้าคุณอยากจะมีความสุขกับงานของคุณจริงๆ พักบ้างและให้เวลากับคนที่สำคัญ

อันที่จริงแล้วผมมีเพื่อนที่เป็นนักวิจัยเกี่ยวกับ เนื้องอกวิทยา (เขาทำงานเกี่่ยวกับการรังษามะเร็งอย่างแท้จริง) เค้าก็กลับบ้านในตอนกลางคืนเพื่อใช้เวลากับครอบครัว ถ้าเค้าทำได้ คุณก็ทำได้

เอาละมีความสุขกับชีวิตของคุณ ให้ความสำคัญกับตัวคุณเองและงานของคุณ เรียนรู้มันและก็อย่าลืมที่จะพักละ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับ 20 ข้อ ผมเองตอนอ่านรอบแรกเป็นภาษาอังกฤษก็อ่านแบบผ่านไม่ได้ใส่ใจกับรายละเอียดมาก พอได้แปลเองอ่านเองทำความเข้าใจกับสิ่งที่เค้าพยายามจะสื่อก็ได้คิดตามไปอีกครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านกันทุกคน สุดท้ายนี้ใครอ่านจบแล้วก็อยากให้ช่วยกันคอมเม้นหรือพูดคุยกันต่อครับ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ไว้โอกาสหน้าจะแปลบทความดีดีมาให้อ่านกันอีกเรื่อยๆครับ ถ้ามีเวลา บางอย่างมีค่ามากแต่น่าเสียดายที่บางครั้งภาษากลายเป็นอุปสรรค์จนทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างไป เอาละครับวันนี้วันที่ 25 เมอร์รี่คริสมัสครับ :)

Thanks for Aharon Rabinowitz
Source: “You?re Not That Talented, and Other Advice”


5 Comments to You?re Not That Talented นายไม่ได้เก่งอะไรเล้ย!

  1. HoLoGram

    ขอบคุณสำหรับบทความแปลดีๆ

    เมอร์รี่คริสมัส เช่นกันครับ

  2. tOri

    ดีนะ น่าสนใจดี แต่เม่งเยอะวะ เดียวอ่านต่อ Merry X’maz

  3. เอ้ย เจ๋งว่ะะะ

    กุถูกใจ มาสเตอร์ออฟนัน คนส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร.. เพราะกุก็คิดว่า กุก็หนึ่งในนั้น ความจริงอันน่าเศร้า

  4. อาจารย์เอยังพูดถึงเรื่องนี้เลย ได้ทำงานทั่วๆไป เหมาะกับบริษัทเล็กๆ วันที่แกสั่งการบ้าน logoอะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Contact Me

Thanks! Your email was successfully sent. I check my email all the time, so I should be in touch soon.

There was an error sending your message. Please try again later.

Sending your message...