
The Curious Case of Benjamin Button

รู้สึกอย่างไรต่อฉาก Montage ก่อนนางเอกจะถูกรถชน?
ฉาก Montage สลับภาพไปมาระหว่าง closeup สั้นๆกับ long shot นอกจากจะสลับตามข้างต้นที่กล่าวไปแล้วยังสลับทิศทางของมุมกล้องด้วย ทั้งการแพนจากซ้ายมาขวาสลับเป็นขวามาซ้าย การสลับระหว่างภาพมุมซ้ายมาเป็นภาพมุมขวา การสลับกันระหว่างการเคลื่อนที่ของตัวละคร หนังสามารถทำออกมาได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้มุมกล้องและการเคลื่อนไหวเป็นตัวเชื่อมระหว่างช๊อตต่อช๊อตเข้าด้วยกัน เหมือนกับว่าสิ่งที่อยู่ในช๊อตนี้กำลังจะไปพบหรือไปเจอกับสิ่งที่อยู่ในช๊อตต่อไป มีความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกป้อนข้อมูลในแต่ละช่วงอยู่ตลอดเวลาแทบไม่หยุด แต่ในขณะเดียวกันหนังก็ได้ซ่อนคำเฉลยของซีนนี้เอาไว้บ้างเหมือนกัน ด้วยการแทรกบุคคลอื่นๆเข้ามาไม่ให้คนดูมองปุบก็เดาออกเลยว่าในช๊อตต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
ในฉากนี้ยอมรับว่าดูรอบแรกผมตามภาพไม่ทัน แต่พอดีว่าดูในคอมพิวเตอร์ผมจึงสามารถย้อนกลับมาดูใหม่ได้ จึงตามเนื้อเรื่องที่พระเอกเล่าได้ทัน
นกฮัมมิ้งค์เบิร์ดทำไมปีกเป็นอินฟินนิตี้?
ปีกเป็น ?, infinity ซึ่งแปลว่าไม่มีที่สิ้นสุดในเรื่องนี้ผมเห็นอยู่สองฉากด้วยกันคือฉากที่พระเอกอยู่บนเรือรบกับฉากที่กระจกโรงพยาบาล ซึ่งจะมาในฉากที่มีคนตาย ผมเข้าใจว่านั่นคงหมายถึง วัฏจักรของชีวิต อันวนเวียนอยู่แบบนี้ไม่ว่าใครก็ตามก็ล้วนแล้วแต่เวียน ว่าย ตาย เกิด มีเกิด แก่ เจ็บและตายกันทุกคน ไม่สามารถหลุดพ้นจาก วัฏสงสาร นี้ออกไปได้ ซึ่งถ้าหากนกนั้นหยุดกระพรือปีกมันก็จะตายปีกก็จะไม่เป็น ? ก็หมายถึงการสิ้นสุดของวัฏจักรชีิวิตของตัวมันนั่นเอง มันเป็นสัจธรรม
Enlighten อะไรบ้าง?
ได้เห็นคุณค่าของชีวิตที่เกิดมา แต่ละคนเกิดมาไม่เหมือนกัน เป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็นแตกต่างกันไป อายุหรือวัยไม่ได้เป็นกฏเกณบังคับเรา มันขึ้นอยู่กับเรามากกว่า
เราได้เรียนรู้อะไรจาก The Reader?

เราได้เรียนรู้อะไรจาก The Reader?
ผมได้เรียนรู้ว่า คุณหลอกตัวเองไม่ได้หรอก เรื่องบางเรื่องมันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่จะเปิดเผยมันออกมา ถ้ามันไม่ได้มีผลเสียอะไรกับเราหรือกับคนอื่น มันก็น่าจะทำไม่ใช่หรือ ดั่งที่โปสเตอร์หนังโปรยคำถามไว้ว่า “How far would you go to protect the secret?” เราจะปิดบังความลับนั้นไปได้อีกนานแค่ไหนกัน? หนังเรื่องนี้คลุมเครือตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ความรักที่ทั้งคู่แอบมีต่อกัน มาวันนึงนางเอกทิ้งพระเอกไป อาจจะด้วยเพราะเธอได้รับตำแหน่งงานใหม่ซึ่งเธอรู้ตัวดีว่าไม่มีความสามารถพอ เธอปิดความลับนั้นเอาไว้ ไม่ให้ใครรู้ว่าเธออ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ อาจจะด้วยความอาย ยอมปิดไว้แม้ว่าในที่สุดตัวเองจำต้องถูกจำคุกเป็นเวลานาน เช่นเดียวกันกับพระเอก เขามีโอกาศที่จะได้ช่วยนางเอก แต่ก็ไม่ทำ อาจจะด้วยความสับสนทั้งด้วยความผิดที่นางเอกทำและรวมถึงที่นางเอกทิ้งเค้ามาด้วย เขาพยายามหลอกตัวเองว่าเค้าตัดใจจากนางเอกได้แล้ว ไม่ว่าจะด้วยการไปนอนกับผู้หญิงอื่น หรือไปมีครอบครัว แต่สุดท้ายเค้าก็อดคิดถึงอดีตไม่ได้ กลับมาทำสิ่งที่เคยทำคืออ่านหนังสือให้นางเอกฟังโดยกั้นตัวเองไม่ให้มีอะไรมากไปกว่านั้น จนกระทั่งมาถึงวันที่เค้าได้มาพบนางเอกอีกครั้ง ทั้งๆที่พระเอกก็ยังมีใจให้นางเอกอยู่แต่ก็ทำเย็นชากับนางเอกจนเกินไป ผมเห็นนางเอกพยายามจะกอดแต่ไม่ได้กอดแล้ว ผมสงสารเธอมาก เพราะพระเอกคือคนๆเดียวที่เธอเหลืออยู่ คือคนๆเดียวที่ทำให้ชีวิตในเรือนจำของเธอกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ถ้าขาดเขาไปเธอก็คงไม่เหลืออะไรอีกจึงตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง สุดท้ายก็อย่างที่เราเห็นคือ พระเอกหลอกตัวเองว่าในใจเค้าไม่มีนางเอกอีกต่อไปแล้ว ปิดกั้นไม่ให้คนอื่นรู้ว่าจริงๆแล้วทั้งคู่มีความสัมพันธ์กัน แต่มันก็ทำไม่ได้เขายังระลึกถึงเธออยู่เสมอและพยายามทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อชดเชยสิ่งที่เค้าเคยทำลงไป
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมเห็นว่าจะด้วยเรื่องของความรัก ความจริงหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันไม่ใช่สิ่งผิด ถ้าพูดได้ทำได้มันก็น่าจะทำ อย่าฟอร์มมากไป เพราะบางครั้งเราก็ไม่มีโอกาศมากนัก โอกาศที่เราจะได้แสดงออกบางครั้งมันอาจจะมีแค่ครั้งเดียวก็ได้ อย่างเช่นในหนังเรื่องนี้เป็นต้น กลับมาอีกทีคนที่เรารักก็จากเราไปเสียแล้ว มันเป็นเรื่องที่น่า
เสียดายและเสียใจครับ
ความรู้สึกต่อภาพยนตร์เรื่องนี้
ผมรู้สึกดีและประทับใจกับสิ่งที่ผู้กำกับสื่อให้เห็น The Reader ถึงแม้ว่าจะมีฉากเปลือยและฉาก sex มากมาย แต่จุดขายของมันไม่ใช่เรื่องนั้นเลย ผิดกับหนังบางเรื่องที่ใจความไม่ได้เกี่ยวกับ sex แต่มีเรื่อง sex และผู้หญิงเป็นตัวชูให้เรื่องน่าสนใจ
The Reader นอกจากจะสอนให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาแล้วก็ยังให้เรามองอะไรหลายๆมิติพร้อมกับให้เราได้หยิบยกคำถามมาย้อนถามตัวเองกลับด้วย ผมขอยกตัวอย่างเช่นในกรณีนางเอกกับเรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเธอกับเหตุการณ์ที่โบสถ์ มองในมุมของหน้าที่การงาน เธอปฏิบัติงานได้ดีเยี่ยมไม่ขาดตกบกพร่อง นั่นคือหน้าที่ของเธอที่จะคุมคนเอาไว้ มองในด้านศิลธรรมมันกลับกลายเป็นว่าเธอเป็นคนที่ไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง แต่ก็อีกนั่นแหละเธอเองก็มีทางเลือกไม่มากนัก ถ้าเธอช่วยเหลือคนเหล้านั้นตัวเธอเองก็ถูกประหารเสียเอง แต่ถ้าเธอไม่ช่วยเธอก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไร้มนุษยธรรม ถ้าเป็นเราละ เราจะเลือกอะไร อย่างที่อาจารย์ของพระเอกพูด กฏหมายมันแคบและมันไม่มีทางออกให้กับเรามากนัก ไม่เพียงแต่เราเท่านั้นที่หนังย้อนกลับมาถาม พระเอกเองก็ถูกให้ต้องตัดสินใจด้วยเช่นกันว่าคุณจะยังรักนางเอกต่อไปหรือเปล่า ผมมองเห็นความผิดหวังที่พระเอกมีต่อนางเอกจากน้ำตาและมองเห็นความหวังที่ว่าสิ่งที่เธอถูกกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง และสุดท้ายด้วยความผิดหวังและความขัดแย้งในใจของพระเอกนั้นก็ส่งผลให้นางเอกถูกจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งจุดนี้จะว่าพระเอกผิดไหม ผมมองว่าก็ไม่ถือว่าผิดทีเดียว เขาอาจจะยอมรับการตัดสินใจของนางเอก
สรุป The Reader ไม่ใช่หนังระดับธรรมดา ผมประทับใจทั้งในเรื่องของนักแสดงเองโดยเฉพาะนางเอกที่แสดงสีหน้าสื่ออารมณ์ได้ดีมาก ตัวบทเอย การเล่าเรื่องเอย ถ้าใครรักหนังแต่ไม่ได้ดูเรื่องนี้ถือว่าน่าเสียดายมากครับ
Dog Day Afternoon and Modern Society

ภาพยนตร์เรื่อง Dog Day Afternoon แม้ว่าจะเป็นหนังเก่าที่สร้างเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว แต่เมื่อเรากลับมาดูอีกครั้ง แก่นของเรื่องหรือมุมมองที่ผู้สร้างพยายามสท้อนออกมานั้นก็ไม่ได้ดูเก่าไปตามอายุของมันแม้แต่น้อย
สิ่งที่เรื่องสื่อให้เห็นคือ Modern Society ในความเข้าใจของผม Modern Society คือสังคมที่เป็น Globalization ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ดินแดนประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาพ สังคมที่สื่อเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในบทบาทของผู้สื่อข่าวและในบทบาทของการหาความจริง การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ คนอยากเด่นอยากดัง อยากให้ตนเองเป็นที่รู้จัก (ผ่านสื่อโทรทัศน์) ผู้คนออกมามีบทบาทเรียกร้องความชอบธรรมจากองค์กรของรัฐ (Attica!) เป็นสังคมประชาธิปไตย แต่ละคนล้วนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แม้ว่าในเรื่องคนผิวสีจะไม่ได้ทำงานที่สำคัญเท่ากับคนขาว (Security Guard กับ คนขับรถ) แต่เราก็เห็นได้ว่าไม่มีการเหยียดสีผิวแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเรื่องแสดงให้เห็นว่าคนผิวสีเยาะเย้ยพระเอกในฉากที่พระเอกหาคนขับรถลิโมซีน สังคมยอมรับเพศที่สามและพวกเขาก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นแม้ว่าอาจจะยังไม่เต็มร้อยก็ตาม แต่เราก็ได้เห็นว่า ชายกับชาย สามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นสังคมที่มีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาพ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่สิ่งที่ดีทั้งหมด บางครั้งสื่อก็เข้ามายุ่งกับชีวิตของเรามากเกินไป กลายเป็นคนที่ถูกเรียกว่าบุคคลสาธารณะ ความเป็นส่วนตัวหายไป มีการแข็งขันชิงดีชิงเด่น มีความอยากที่จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ปัญหาครอบครัวยังคงมีอยู่ ความเครียดความกดดัน เงินบางครั้งมีความสำคัญกว่าคุณธรรม ความสำนึกผิดชอบชั่วดี ที่กล่าวมาข้างตนคือความเข้าใจของผมกับสังคมสมัยใหม่ Modern Society

![Independence.Day.1996.BluRay.1080p.DTS.x264.Thai.dxva-EuReKA_B@LL.mkv_snapshot_00.00.32_[2009.11.27_04.19.30] Independence.Day.1996.BluRay.1080p.DTS.x264.Thai.dxva-EuReKA_B@LL.mkv_snapshot_00.00.32_[2009.11.27_04.19.30]](http://underpk.com/wordpress/wp-content/uploads/2009/11/Independence.Day_.1996.BluRay.1080p.DTS_.x264.Thai_.dxva-EuReKA_B@LL.mkv_snapshot_00.00.32_2009.11.27_04.19.30-580x245.jpg)









