comment 0

This is the best end title, I’ve ever seen! – “Orphan”

orphan1

ก่อนอื่นขอบอกก่อนนะครับว่าการดู end title ก็เหมือนดูฉากสรุปของทั้งเรื่อง ถ้าใครกลัวว่าจะไปดูทีหลังแล้วไม่สนุกก็แนะนำว่าอย่ากดชมครับ

เห็นหัวโพสแล้วน่าสนใจใช่ไหมครับ แต่หัวโพสของผมไม่เหมือนพาดหัวข่าวบันเทิงที่บ้างครั้งหัวข่าวกับเนื้อข่าวแทบจะไม่ได้สอดคล้องกันเลย เมื่อสักครู่ราวตีสามพึ่งพึ่งดูหนังเรื่อง “Orphan” จบครับ โดยรวมแล้วถึงแม้ว่าจะไม่ใช่หนังเกรดท๊อป หรือหนังในระดับที่ว่าคุณจะต้องดูให้ได้ แต่ก็อย่างที่ผมได้ขึ้นหัวโพสไว้ครับ ความน่าสนใจอยู่ที่ end title ของหนังเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้หนังเรื่องล่าสุดที่ทำให้ผมประทับใจในฉากจบ คือทำให้เรารู้สึกว่าเห้ยเจ๋งวะ ต้องดูคือเรื่อง “300” ซึ่งถ้าใครเคยได้ดูคงจะจำกันได้ว่าเค้าทำออกมาได้ดีมาก มี end title ซึ่งสรุปเรื่องทั้งเรื่องในรูปแบบของกราฟฟิค และการทำทรานซิชั่นที่ลงตัว การใช้ blood splash หรือเลือดสาดไม่ใช่เพียงแค่ใส่ๆไปให้งานมันดูจบ แต่เป็นการใส่และทำคอมโพสได้อย่างลงตัว ขอพูดถึง “300” เพียงเท่านี้ ถ้าใครยังไม่เคยดูคลิกที่ลิงค์นี้เลยครับ [300 End title sequence]

orphan4

orphan3

orphan8

กลับมาที่ Orphan กันต่อครับ end title ของเรื่องนี้ถูกสร้างสรรค์โดย Prologue* ที่ผมชอบก็ทั้งตรงที่เทคนิคที่เค้าใช้ สีที่เค้าใช้และสิ่งที่เค้าใส่ลงไป ดอกกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์เปรียบเสมือนตัวละครในเรื่อง แล้วทำไมเค้าถึงทำให้ดอกกุกลาบนั้นร่วงโรย ทำไมเค้าถึงไม่ปล่อยให้ดอกกุกลาบมันสดอยู่แบบนั้น แล้วทำไมถ้าเป็นคนอื่นเค้าอาจจะให้เห็นว่าดอกไม้ดอกนั้นตายไป แต่กลับกันมันไม่ได้แห้งตาย กลีบกุหลาบสีขาวเพียงแค่เหี่ยวเฉาไปเท่านั้นเอง แล้วทำไมกลีบมันถึงร่วงหล่นหละ เรื่องสีก็เหมือนกันทำไมเค้าถึงใช้สีฟ้าละ ทั้งๆที่ตอนแรกสีขาว และทำไมละดอกไม้ชนิดอื่นไม่ได้หรอ ดอกกุหลาบมีอะไรพิเศษที่ดอกไม้อื่นๆไม่มี? ตรงนี้ผมคงไม่บอกมากต้องไปดูเนื้อเรื่องแล้วจะเข้าใจครับ ตรงนี้มันคือภาษาของภาพที่สื่อออกมาเป็นศิลปะ แม้ว่ามันจะไม่ได้ลึกซึ้งซับซ่อนต้องคิดให้เมื่อยหลายตลบก็ตาม ที่ผมมองว่านัก motion designer นอกจากจะทำให้งานออกมาสวยงามแล้ว อย่างน้อยๆเราก็น่าจะฝากอะไรให้คนดูได้คิดลงไปในเนื้องานด้วย แต่ก็อย่างว่าละครับพูดมันก็ง่าย ส่วนทำมันก็อีกเรื่องนึง ผมก็กำลังประสบกับปัญหานี้อยู่เหมือนกัน และก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ เท่าที่ทำได้คือพยายามดูให้มากครับ ผมเชื่อว่าการเรียนรู้จากมืออาชีพมันก็เป็นหนทางพัฒนาทางนึง เรามีสื่อมากมาย ได้เปรียบกว่าคนรุ่นก่อนมากจริงไหมครับ :)

orphan9

ส่วนนอกจากนั้นก็คงเป็นเรื่องของการเล่าเหตุการณ์ครับ ทีมงานทำให้เราเห็นว่าเพียงแค่ภาพก็สามารถสื่อเรื่องราวและเล่าตัวละครได้ทั้งหมดแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ ผมคงไม่นำรูปหลักๆมาโพสเพราะเกรงจะเป็นการสปอยเรื่องไป

orphan10

แล้วนอกจาก end title ละ ผมได้อะไรจากการดูหนังเรื่องนี้ สิ่งที่ผมเห็นเด่นๆก็คือ เรื่องของอืทธิพลของเสียงที่มีต่อความรู้สึกและภาพครับ เรื่องนี้ฉากบางฉากมันไม่น่าจะมีอะไรด้วยซ้ำไป แต่เสียงนั่นเองกลับทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับเรื่อง แล้ว location ของตัวละครก็มีส่วนที่ส่งเสริมให้เกิดเสียงและความรู้สึกด้วยเช่นกัน เช่นฉากที่สนามเด็กเล่น เสียงส่งเสริมบรรยากาศมาก ทั้งๆที่สิ่งแวดล้อมรอบข้างจะมีแต่เด็กวิ่งเต้มไปหมด ซึ่งจริงๆถ้าไม่มีเสียงมันก็เหมือนสนามเด็กเล่นธรรมดา อีกอย่างคือถ้าเป็นแนวให้น่ากลัวส่วนมากเรามักจะอยู่คนเดียว แต่นี่ไม่เลย เด็กๆวิ่งเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ช่วยเสริมก็คือที่ที่เด็กเดินอยู่ครับ เค้าให้ตัวละครเดินบนพื้นไม้ และเมื่อเป็นพื้นไม้ก็ใส่เสียงเวลาที่แผ่นไม้มันร้องได้ เพิ่มบรรยากาศเข้าไปอีกขั้น นี่ละครับอิทธิพลของมันและต้องชมผู้สร้างที่เลือกสถานที่ได้อย่างฉลาดเลยทีเดียว รวมทั้ง location ที่บ้านด้วย ที่เลือกบ้านที่มีระเบียงด้านบนไว้ให้ตัวละครคอยแอบดูเวลาคนสนทนากันได้

Comp 1.mp4_snapshot_00.06_[2009.12.03_05.26.09]

ผมคงจะวิจารณ์แบบมืออาชีพไม่ได้หรอกครับ เพราะผมก็เป็นเพียงแค่คนที่ดูหนังไปเรื่อย เรื่องไหนชอบก็บอกว่าชอบเรื่องไหนไม่ชอบก็บอกไม่ บางเรื่องอาจจะดีในสายตาคนอื่น แต่สำหรับผม มันไม่เห็นจะให้คุณค่าอะไรกับเราเลย…

ขอจบโพสนี้ด้วย end title แบบเต็มๆครับ

Credits:
Designer / Director: Simon Clowes
Producer: Ryan Robertson
Director of Photography: Daria Polichetti
Coordinator: Lee Buckley
Executive Producer: Kyle Cooper

เพิ่มเติม

* ผมเคยโพสคลิปของ Prologue อยู่สองครั้ง ต้องบอกว่าผมชอบสไตล์การตัดต่อของพวกเค้านะ ถ้าใครไม่เคยดูลองคลิกที่ลิงค์นี้ดูนะครับ [Prologue] Prologue ใช้เทคนิค Stop motion ด้วยซอฟแวร์ที่ชื่อว่า Dragon Stop Motion ผ่านกล้อง Canon 5D Mark II ดูเหมือนว่ากล้องรุ่นนี้จะเป็นของคู่กายสำหรับผู้สร้างภาพยนตร์และ Motion Designer หลายๆคน อีกตัวนึงที่เราเห็นเค้าใช้กันบ่อยๆคือ Canon 7D และสูงไปกว่านั้นคือ RED ONE ซึ่งตัวหลังนี่แพงสุดเอาไปถ่าย 4K (4096×3112 pixels) ทำหนังได้สบายๆ ซึ่งเหตุผลถ้ามีโอกาศผมจะมาโพสอีกทีว่าทำไมเค้าถึงนำกล้อง DSLR (5D, 7D) มาถ่ายวีดีโอกัน มันมีเหตุผลครับเรื่องของเฟรมเรท 24p ก็เช่นกัน

Leave a Reply